วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ทำความสะอาดจอภาพเองได้ง่ายๆ

ทำความสะอาดจอภาพเองได้ง่ายๆ

หากท่านประสบปัญหาจอคอมของท่านสกปรก ฝันเกรอะกรัง แต่ไม่รู้จะทำไงดีวันนี้เรามีคำตอบให้ท่านครับ
บ้านเมืองเรากับปัญหาฝุ่นเกาะตามที่ต่างๆเป็นปัญหามาช้านานแล้ว โดยเฉพาะจอภาพซึ่งมักจะมีฝุ่นเข้าไปติดที่จอภาพเป็นประจำเพราะจอภาพเวลาเราเปิดใช้งานก็จะมีไฟฟ้าสถิตเหมือนเป็นตัวดูฝุ่นผงเข้ามาติดที่จอภาพ หรือบางท่านเวลาใช้งานก็พูดจนน้ำลายแห้งติดจอ คราบต่างๆที่มักมาติดเป็นประจำ ติดมากๆนอกจากอายชาวบ้านแล้ว ก็ยังทำให้จอภาพไม่สว่างเท่าที่ควร แต่ครั้นจะเช็คทำความสะอาดเหมือนเช็คกระจกก็คงจะไม่ได้เพราะจอภาพนั้นมีความบอบบางพอสมควร วันนี้ผมเลยมีเทคนิดเล็กๆน้่อยๆมาแนะนำในการทำความสะอาดจอคอมของท่านครับ
อุปกรณ์แนะนำสำหรับการทำความสะอาดจอภาพ
  • ผ้านุ่มๆที่ไม่มีขน เช่นผ้าชามัวร์ ที่ออกแบบมาทำหรับการทำความสะอาดอุปกรณ์ไอที เพราะนอกจากไม่ทิ้งขนแล้ว ยังไม่ทำให้เกิดรอยด้วย ราคา 70-150 บาท
  • สเปร์ยหรือครีมทำความสะอาดซึ่งควรเป็นของที่ระบุบว่าสามารถใช้กับอุปกรณ์ IT โดยเฉพาะเนื่องจากแห้เร็วและไม่ส่งผลต่อการใช้งานอุปกรณ์ IT ด้วย
  • แปรงปัดฝุ่น ไว้สำหรับปัดฝุ่นที่ติดตามขอบจอภาพ เพราะมักมีฝุ่นที่เข้าไปติดตามขอบหรือรอยต่อระหว่างตัวเครื่องกับจอภาพ
  • หรือใครที่ซื้อโน้ตบุีกใหม่ ตามร้านก็มักจะแถมชุดทำความสะอาด หรือสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์เสริมทั่วไปครับมีครบชุดเลย
ขั้นตอนการทำความสะอาดจอภาพ
  • ปิดคอม ถอดปลั๊ก ถอดแบตออกแล้วทิ้งไว้สักพักเพื่อให้ไฟฟ้าสถิตที่จอภาพหมดไปก่อน ไม่งั้นเช็คไปตอนเปิดเครื่อง เดี๋ยวก็มาติดใหม่อีก
  • ใช้แปรงปัดฝุ่นตามขอบจอภาพออกมาก่อน โดยค่อยๆสอดปลายแปลงเข้าไปเบาๆแล้วปัดฝุ่นออกมา เสร็จแล้วคว่ำจอภาพลงเพื่อให้ฝุ่นตกลงมา
  • ใช้ผ้าเปล่าๆเช็คทำความสะอาดก่อนรอบนึงเพื่อให้ฝุ่นที่ติดหนาๆออกไปก่อน ไม่แน่อาจจะไม่ต้องใช้น้ำยาก็ได้ ค่อยๆเช็ค ไม่ต้องใช้แรงมากนัก
  • นำสเปรย์ หรือครียมทำความสะอาดมาฉีดที่ตัวผ้า บางๆอย่าฉีด อย่าฉีดที่จอภาพโดยตรง จากนั้นค่อยไล่เช็ดจอภาพตั้งแต่ขอบ ไล่เข้ามาที่กลางจอ
  • ถ้ามีคราบติดแน่นให้ใช้สเปรยืหรือครีมทำความสะอาดฉีดที่ผ้าโดยเน้นแค่จุดเด่นให้ชุ่มๆแล้วค่อยๆเช็คโดยออกแรงเพิ่มอีกนิดน่าจอออกโดยไม่ยากเย็น
  • เสร็จแล้วใช้ผ้าด้านที่สะอาดแห้ง ไม่มีน้ำยาทำความสะอาดเช็ดเบาๆอีกสักที แล้วทิ้งไว้สักพักค่อยปิดจอภาพลงมา แค่นี้จอภาพก็จะใสเหมือนใหม่แล้ว
ข้อควรระวัง
  • ไม่ควรฉีดของเหลวเข้าไปที่จอภาพตรงๆ โดยเฉพาะน้ำเปล่าเช็ค เพราะนอกจากจะเป็นคราบเวลาแห้งแล้ว ของเหลวอาจจะไหลเข้าตามขอบของจอภาพทำให้จอช๊อตได้
  • ไม่ควรใช้แรงเช็ดจอภาพที่มากจนเกินไป แม้จะเป็นคราบติดแน่น ก็ควรใช้แรงแค่ระดับหนึ่ง โดยอาจจะหาน้ำยาหรือครีมทำความสะอาดเข้ามาช่วย
  • เวลาฝุ่นเข้าไปติดตามขอบจอใช้แปรงเขี่ยเบาๆ อย่าออกแรงมากเพราะอาจจะทำให้จอภาพเป็นรอย หรือขอบจอภาพเกิดการอ้าได้
  • ตัวน้ำยาทำความสะอาดควรเป็นแบบที่ระบุว่าใช้สำหรับอุปกรณื IT เท่านั้น
หวังว่าคงเป็นเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่ช่วยให้ทุกท่านทำความสะอาดจอภาพได้สะดวกมากขึ้น ไม่ต้องมาทนมองจอฝุ่นเยอะๆอีกต่อไปแล้ว
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ซ่อนเว็บ เปลี่ยนหน้าฉับไว ไม่ต้องกลัวเจ้านายด่าบน Windows 8

ซ่อนเว็บ เปลี่ยนหน้าฉับไว ไม่ต้องกลัวเจ้านายด่าบน Windows 8

สำหรับคนทำงานไม่มีอะไรที่มีความสุขไปกว่าการได้เปิดหน้าเว็บที่ตัวเองโปรดหรือแชทกับเพื่อนหรือแฟนที่อยู่ห่างไกล แต่ไฉนเลยที่บางทีเจ้านายไม่อยากจะรู้เห็นเป็นใจด้วย เปิดเฟสบุ๊กปั้บ ก็เดินเข้ามาหาปุ๊บเหมือนมีเรดาร์คอยตรวจจับ ครั้นจะปิดหน้าจอก็ไม่ทันเสียแล้ว บางทีจะเปิดหน้าจอเล็กๆ ก็มองไม่เห็นอีก จะแชททีต้องแอบๆ ซ่อนๆ เหมือนคนมีปม
อย่ากระนั้นเลย การแก้ปัญหา ไม่ได้อยู่ที่จะต้องใช้โปรแกรมมาแก้ไขกันเสมอไป แค่รู้ทริกเล็กๆ น้อยๆ แล้วใช้ให้คล่อง ก็สามารถหลบหลีกได้อย่างมีชั้นเชิงอยู่แล้ว โดยใช้ฟังก์ชันง่ายๆ บน Windows 8 นั่นเอง
1. วิธีการแรกกดปุ่ม Windows ที่อยู่บนคีย์บอร์ดปุ่มเดียวเท่านั้น ก็จะกระโดดเข้าสู่หน้า Start screen ทันที เท่านี้ก็มองไม่เห็นว่าเราทำอะไรหรือแชทกับใคร แต่ที่แย่คือ ก็ไม่เห็นว่าเราทำงานอยู่ด้วย วิธีนี้ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ เพราะดูแล้วไม่ Make sense
2. วิธีที่ 2 ให้เลื่อนเมาส์ไปที่ด้านซ้ายมือของหน้าจอ จากนั้นเลื่อนลงมาเล็กน้อย แล้วเลือกแอพฯ อื่นสำหรับเปลี่ยนโปรแกรมทำงาน แต่วิธีนี้ต้องเป็นผู้ที่ชำนาญจริง เพราะการเลื่อนเมาส์ไปนั้น อาจจะดีเลย์อยู่ในระดับหนึ่ง รวมถึงต้องเปิดแอพฯ สำหรับทำงานรอไว้ด้วย เพื่อที่เวลาเลื่อนไปจะได้เลือกโปรแกรมอื่นขึ้นมาทำงานได้ทันที วิธีนี้แนะนำให้ใช้ แต่ต้องฝึกฝนให้ชำนาญ
3.  วิธีที่ 3 น่าจะเป็นวิธีที่สะดวกมากขึ้น แต่ต้องใช้ความไวของนิ้ว ด้วยการกดที่ปุ่ม Alt + Tab โดยกดปุ่ม Alt ค้างเอาไว้ จากนั้นกด Tab เพื่อเลือกแอพฯ ในการใช้งาน วิธีนี้แนะนำว่าเหมาะสมและรวดเร็ว เพียงแต่ต้องกด 2 ปุ่มเท่านั้น แต่ให้ผลดีอย่างแน่นอน
4.  วิธีที่ 4 หากไม่ต้องการให้แสดงหน้าจอตัวอย่างขึ้นมา เพื่อสลับการใช้งานเหมือนกับ Alt + Tab เอาแบบสลับเปลี่ยนหน้าต่างโปรแกรมไปทันที โดยไม่สนว่าโปรแกรมที่เปิดขึ้นมานั้นเป็นโปรแกรมใด ก็ให้กดที่ปุ่ม Windows + 1 หรือ 2 หรือ 3 แทนไปเรื่อยๆ เพราะจะเป็นการสลับหน้าจอเปลี่ยนโปรแกรมให้ทันที โดยระบบจะจัดเรียงโปรแกรมให้อัตโนมัติ ตามลำดับที่ของโปรแกรมที่เปิดไว้ กดปุ้บเปลี่ยนปั้บ ซึ่งเรียกได้ว่าง่ายและรวดเร็ว แต่ต้องแม่นในการกดปุ่มพอสมควร
ทั้ง 4 วิธีนี้ เป็นวิธีในการสลับหน้าต่างโปรแกรม เพื่อให้เรียกใช้งานได้สะดวกขึ้น ซึ่งตามจริงแล้วก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้หลีกเลี่ยงการทำงาน แต่ถ้าฝึกฝนดีๆ ก็จะเป็นประโยชน์ได้มากทีเดียว ต้องลองนำไปใช้กันดู สำหรับคนที่ชอบเปิดโปรแกรมหลายๆ หน้าต่างหรือใช้งานหลายโปรแกรมร่วมกันในหน้าจอเดียว
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

พิสูจน์แล้ว iPad Air แรงกว่าเดิมถึง 90%

พิสูจน์แล้ว  แรงกว่าเดิมถึง 90%

ข้อมูลนี้มาจากทาง Primate Labs ซึ่งได้ทำการทดสอบความแรงของ iPad Air ว่าจะแรงจริงสมกับที่ Apple โฆษณาไว้หรือเปล่า โดยได้ทำการเทียบความเร็วของ iPad ที่ออกมาทั้งหมด รวมทั้ง iPad และ iPad mini ผลออกมาดังภาพ
จากภาพจะเห็นเลยว่า iPad Air น้นมีความเร็วและความแรงแซง iPad รุ่นอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้าเทียบกับ iPad รุ่นล่าสุดแล้ว iPad Air จะแรงกว่าถึง 90% เลยทีเดียว
ที่มา- Appleinsider
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

MacBook Air 2013 ใช้แบตฯ ได้นานขึ้น 15 ชั่วโมง หลังอัพเดท OS X Mavericks

MacBook Air 2013 ใช้แบตฯ ได้นานขึ้น 15 ชั่วโมง หลังอัพเดท OS X Mavericks

เมื่อตอนงาน WWDC’13 ที่ผ่านมา Apple ได้เปิดตัว MacBook Air รุ่นใหม่ (Mid 2013) ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกคน ด้วยอัตราการกินไฟที่เข้าขั้นน้อยมาก และทำให้รุ่น 13 นิ้วสามารถใช้งานได้นาน 12 ชั่วโมง แต่นั่นคงยังไม่พอสำหรับ Apple แน่ๆ เพราะว่ามีรายงานว่า OS X Mavericks จะทำให้เครื่องใช้งานได้นานกว่านี้อีก
MacStroke.com
โดยรายงานระบุว่า หลังจากที่อัปเกรด OS X Mavericks ให้ MacBook Air รุ่น Mid 2013 หน้าจอ 13 นิ้ว ไปแล้วนั้น พบว่าตัวเครื่องมีอัตราการใช้พลังงานลดลงไปกว่าเดิมมาก กล่าวคือจะสามารถใช้งานได้นานถึง 15 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งมากกว่า OS X Mountain Lion ถึง 30% ครับ
MacStroke.com
นอกจากนี้ยังมีรายงานเข้ามาเพิ่มอีกว่า นอกจาก MacBook Air แล้ว MacBook Pro รุ่นเก่าๆ ที่อัปเกรด Mavericks เองก็สามารถใช้งานได้นานขึ้นเช่นกัน โดยเมื่อนำ MacBook Pro รุ่นปี 2007 มาทดสอบ จากเดิมที่ใช้งานได้นาน 3 ชั่วโมง 19 นาที หลังอัพเกรดแล้วจะสามารถใช้งานได้นาน 4 ชั่วโมง
ทั้งนี้ในการนำเสนอเมื่อตอนงาน iPad Air ที่ผ่านมา Apple บอกคร่าวๆ ว่า OS X Mavericks จะปรับปรุงอัตราการใช้พลังงานของตัวเครื่องให้ลดน้อยลงเท่าที่จะเป็นไปได้ และสิ่งที่ได้ออกมาก็คือ OS X Mavericks จะทำให้ MacBook Air สามารถใช้งานได้นานขึ้น ทั้งการเล่นเน็ต หรือดูหนัง
และดูแล้ว MacBook เครื่องเดิมของทุกคน น่าจะใช้งานแบตเตอรี่ได้ทนขึ้นกว่าเดิมแน่นอนครับ
ที่มา: MacRumors

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รีวิว iPad Air Tablet สายพันธุ์ 64Bit ครั้งแรกในเมืองไทย

รีวิว iPad Air Tablet สายพันธุ์ 64Bit ครั้งแรกในเมืองไทย
ในที่สุด Dr.Bia ก็ได้เครื่อง iPad Air (iPad 5) มารีวิวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเมืองไทย...... คงไม่ผิดหวังกับผลงานของผู้ชายคนนี้ หากใครพอจำกันได้ก่อนหน้านี้นั้นเค้าเคยได้บอกสมาชิกในแฟนเพจ ของเค้าเองและแฟนเพจ ของSanook! Hitech ไว้ว่าตัวเค้าจะรีวิว iPad Air (iPad 5) ให้ได้ชมเป็นเจ้าแรกหลังวันเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
และ Dr.Bia ก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริง เอาเป็นว่าเรามาดูรีวิวสไตล์เค้าอีกครั้ง ขอบอกว่าไม่ธรรมดาแน่นอน ปล. งานนี้ขอบอกว่า NO...............สปอนเซอร์ !
iPad Air (iPad 5)
ตามสัญญากับเจ้าพ่อ Apple ตัวจริงเสียงจริงกับ Dr.Bia วันนี้ที่ทุกคนรอคอยมาถึงแล้วกับสุดยอด Tablet ที่ Apple ได้พัฒนาออกมาถึงรุ่นที่ 5 อย่างเจ้า Code Name ว่า iPad Air (iPad 5) ที่เป็น Tablet ยานแม่หลักของ Apple พร้อมลูกน้องยานรบรองลงมาอย่าง iPad Mini With Retina Display 4G WIFI วันที่ 15 ถึงจะถึงนี้ วันนี้ทางผมจะทำการ Review ตัวแรกอย่าง iPad Air (iPad 5) กันก่อนนะครับ เรามาดูกัน

iPad Air (iPad 5
 สำหรับเมื่อแกะกล่องออกมาเราจะพบการซีนเครื่องแบบเดิมคือเป็นซองแพ็คแบบพลาสติกใส อยู่ในกล่องเมื่อทำการแกะออกมาแล้วทำการเปิดเครื่องเพื่อเช็คเดสและไบร์ บนหน้าจอด้วยนะครับ จอจะใสๆ สวยแบบนี้แหละครับ
 ผมลองทำการเอาฟิลม์ของหน้าจอ iPad 4 มาวางลงไปเทียบ ผลออกมาตามภาพครับ ขนาดของเครื่องเล็กลงกว่าเดิมจริงถึง 20% และ เบากว่าเดิมมาก น้ำหนักรวมของเครื่อง 486 กรัม ชังโดยตาชังไปรษณีย์ไทยครับ 
ปลั้กในกล่องอย่างที่บอกนะครับ ถ้าเครื่องนอก จะเป็นปลั้กแบบ 3 ขา แต่สำหรับบ้านเราจะเป็นปลั้กแบบ 2 ขาซึ่งปลั้กแบบ 3 ขาจะมีข้อดีกว่าตรงที่มีขาที่เป็นสายดินติดมาในตัว ปลอดภัยกว่าทั่วๆ ไปที่แถมในบ้านเราครับ สำหรับคนที่ยังไม่ทราบ iPad Air (iPad 5) ไม่ว่าจะซื้อที่ไหนของโลก สามารถเข้ารับการประกันได้ทุกที่บนโลกเช่นกันครับ ดังนั้นถ้าเกิดเสียมีปัญหาจะเคลมศูนย์ไทยก็ได้ครับ
ปลั๊กไฟในกล่องเป็นแบบ 12w. ซึ่งเป็นมาตรฐานมาตั้งแต่ iPad 4 ครับสามารถชาร์ตได้ไวกว่าปลั้กของ iPhone ถึง 2 เท่า แต่ไม่สามารถเอาปลั้กของ iPhone มาใช้ได้นะครับเพราะแรงดันไฟฟ้ามันไม่พอ และอาจจะทำให้การชาร์ตนั้นใช้เวลานานกว่าปกติ ดังนั้นไม่แนะนำครับ
 ในกล่องยังมีคู่มือและสาย lightning มาในกล่องพร้อมเข็มสำหรับเอาถาดซิมออกมา และคู่มือพร้อมสติกเกอร์ Apple จะบรรจุอยู่ในซองที่ใส่เข็มเอาซิมออกครับ โดยที่แพ็คต่างๆยังคงเหมือนรุ่นเก่าอยู่ทั้งหมดครับ
 โดยที่ถาดซิมครั้งนี้สำหรับ iPad Air (iPad 5) จะเป็นถาดซิมแบบ Nano Sim แบบ iPhone 5S ที่ใช้ซิมเล็ก ด้วยเหตุผลที่ว่าขนาดของเครื่องที่บางลงกว่าเดิม และ ตำแหน่งของ ซิมก็เปลี่ยนที่ไปอยู่ข้างลางด้านเดียวกับปุ่มเพิ่มลดเสียงครับ โดยเหตุผลที่ว่า การวางบอร์ทนั้นทำแบบ iPhone 5S กล่าวคือ บอร์ทเล็กลงกว่า iPad4 ถึง 25% และ แบตถูกวางใหม่ในแนวตั้งครับ 
 เรามาดูภาพมุมรวมของ iPad Air(iPad 5) กันครับ รอบๆตัวเครื่อง
 ฝาหลังถูกการออกแบบมาใหม่ครับ เหมือนตัว iPad miniรุ่นแรก แต่ขอบต่างๆ แตกต่างออกไปเล็กน้อย วัสดุดูโค้งมากกว่าเดิม และ จับง่ายถนัดมือมากกว่าเดิม
 ช่องลำโพงแบบคู่ข้างล่างแบบชัดๆ พร้อมช่องสำหรับสาย lightning 
 กล้อง ชัดระดับ 5 MP มี iSight ช่วยลด Noize และช่วยในการจับ Focus ได้ดีกว่าเดิมครับ ภาพออกมาคมชัดมากกว่า iPad 4 ถึง 2 เท่า พร้อมถ่ายVDO ความละเอียด 1080P พร้อม Hybird IR Filter 
 ตำแหน่งสวิตซ์ต่างๆบนเครื่องยังคงอยู่ตำแหน่งเดิมครับ ยกเว้นช่องสำหรับซิม Nano ที่โดนย้ายมาอยู่ฝั้งขวาครับ
 กล้องหน้าชัดระดับ 1.2 MP พร้อมถ่าย VDO 720P และ iSight ครับ
 ตัวเครื่องมาด้วย iOS 7.0.3 พร้อม WIFI มาตรฐาน 802.11a/b/g/n Dual Chanel (ทั้ง 2GHz และ 5GHz) ที่รับส่งข้อมูลได้ไวกว่าเดิมถึง 2 เท่า พร้อมด้วย Bluetooth 4.0 ครับ รองรับ 4G LTE ทุกค่ายบนโลก และ 3G , EDEG , GSM ได้ทุกค่ายบนโลก
 สเป็ค โดยรวมของตัวเครื่องนะครับ CPU เป็นแบบ A7 64Bit เป็น CPU แบบ 2 แกน Duel Core ขนาด 1.4 GHz และ มีแรมติดเครื่อง 1 Gb ถ้วนๆ พร้อมชิพ M7 สำหรับการทำงาน VDO และกราฟิคแยกต่างๆบนเครื่อง โดยไม่ได้ใช้ CPU หลักเป็นตัวช่วยครับ หน้าจอมีขนาด 9.7 inc เป็น Retina Display แบบ LED Backlit muti - touch ด้วย IPS Technology ความละเอียดที่ 2048 x 1536 และ 264PPI ต่อหนึ่งPixel
 ขนาดและน้ำหนักโดยสุทธิครับ ตัวเครื่องขนาด 240 มิลลิเมตร x 165.9 มิลลิเมตร หนาแค่ 7.5 มิลลิเมตร น้ำหนักรุ่น WIFI อยู่ที่ 469กรัม สำหรับ 4G WIFI อยู่ที่ 478 กรัม แบตอยู่ได้ 1 วันสบายๆด้วยการเปิด 3G ครับในไทย
ทดสอบ App ของ iPhone บน iPad Air ไม่มีการแตกในส่วนใดๆ แม้ว่าขยายแล้วก็ตามครับ
 ทดสอบ App ของ iPad บน iPad Air 
 เรื่องของการเล่นเกม 3D ทดสอบด้วย infinity Blade 3 ของ iOS ภาพและเสียง รวมถึงการ Load ต่างๆบนเกม นั้นทำได้รวดเร็วพอๆกับ iPhone 5S ครับ สวยงามและน่าเล่นมากๆ
 ทดสอบการเล่นเว็ปเบราเซอร์ของ Safari มีความเร็วที่มากกว่า iPad4 ถึง 2.5 เท่า และความลื่นไหล การทำงานทำได้ดีกว่ามากๆครับ
 ถือมือเดียวได้สบายๆครับตามสโลแกนของ Apple ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ
 เทสกล้องครับ ตามภาพครับไม่มีผิดหวัง ชัด และ คมกว่า รายละเอียดเก็บได้ดีกว่า iPad 4 มากๆครับ
 กล้อง VDO ก็ไม่มีผิดหวังครับ บันทึกแบบ 1080P และ ไม่มีรอยละเอียดของ Noise บนภาพครับ ดีกว่า iPad4 เยอะมากครับส่วนนี้
สรุป iPad Air ถ้ามองในแง่ของการใช้งานผมขอมอง 2 อย่างหลัก คือการใช้งานแบบคนทำงาน และ การใช้งานทั่วๆไป ในเชิงการใช้งานทั่วๆไป ไม่มีผิดหวังแน่นอนครับ เพราะมันคือ iPhone5S ในร่างขยายจอ โดยที่การทำงานทั้งหมดส่วนใหญ่ของ iOS ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันเลย แต่เพียงโทรออกไม่ได้เท่านั้นเอง ในอนาคตการโทรออกด้วยการใช้เทคโนโลยีการ VDO Call จะเข้ามามีบทบาทมากกว่าเดิม iPad จึงอาจจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่หลายๆคนในความสนใจในการการทำงาน และ การเล่นเดิม ในส่วนของ สเป็นนั้นยอมรับครับว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางทีดีกว่าเดิมมาก ทั้งน้ำหนัก และ ขนาดล่วนแล้วแต่ใกล้เคียงกับ iPad Mini แทบจะทั้งสิน และการใช้งานด้วยการถือมือเดียวก็ทำได้จริง เพราะน้ำหนักมันเบามากไม่เป็นปัญหาต่อการพกไปไหนมาไหนแบบรุ่นก่อนแน่นอนครับ ส่วนการใช้งานจริงเช่นการเล่นเว็ปต่างๆ อย่างที่บอกว่า Safari มันทำงานและตอบสนองได้ไวกว่ารุ่นเดิมมากๆครับ ถ้าจะให้บอกว่า คนที่ชอบการใช้งาน iPhone แต่ติดจอเล็ก ไป iPad Air ไม่มีผิดหวังแน่นอนครับ เพราะทั้งหมดเหมาะสมกับราคาค่าตัวของมันมาก และ เป็นอีก 1 เหตุผลหลักที่คนกำลังรอ iPad Mini อาจจะต้องคิดหนัก เพราะแตกต่างที่ขนาดใกล้เคียงกันมาก และ น้ำหนัก แถมด้วย iPad Air มีความระเอียดที่มากกว่าไม่พอ ยังพกเทคโนโลยีมาครบๆในตัวด้วยทั้งหมดล้วนแล้วแต่รองรับในปี 2014 - 2015 ได้อย่างสบายครับ
ถ้ามองในเชิงคนทำงาน เอา iPad ไปใช้จะพบปัญหาที่ทุกคนจะต้องถามผมแน่ว่า Samsung  Galaxy Note 3 Vs iPad Air ถ้าจุดๆนี้ โทรศัพท์เอามาเปรียบกับ Tablet ที่โทรไม่ได้ ไม่ได้หรอกครับ ถ้าหาก iPad Air Jailbreak ได้แล้วทะลึงโทรได้ Note 3 ก็มีขวัญผวา อะครับผมพูดง่ายๆ เพราะอย่างที่บอกมันคือ iPhone ภาคจอใหญ่ และ 70% ของคนแทบจะทั้ง Asia มักจะบอกว่า iPhone จอเล็ก แบตน้อยทั้งหมด ดังนั้นหากมามองเรื่องขนาดที่ถูกแก้ไขใหม่ และความเร็วมหากาฬแบบนี้ ผมถึงกล้าพูดว่า Note3 ก็มีขวัญผวาอะครับ แต่อย่างที่บอก ในเชิงธุรกิจมันคนใช้ต่างกันออกไปครับ ดังนั้นดูจากองค์ประกอบเป็นหลัก เพราะ iOS มี iWork หากท่านใช้ Mac และมี iPad Air การทำงานในเชิงธุรกิจมันจะง่ายมากๆ เพราะการ Sync ลง iCloud นั้นเองครับ
ถ้ามองในสไตล์ Dr.Bia สั่นๆครับ โคตร Tablet เทพแห่งยุดครับ ควรมีไว้ติดมือครับ
สนับสนุนเนื้อหา: Dr.Bia
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

10 เรื่องจาก Android 4.4 KitKat

10 เรื่องจาก Android 4.4 KitKat

ควันหลงจากคืนฮัลโลวีนที่ผ่านมา Google ซุ่มเปิดตัว Android 4.4 KitKat พร้อมคำโปรยที่ว่าโอเอสฉบับช็อคโกแลตนี้ผู้ใช้กว่าพันล้านคนสามารถเข้าถึงได้อย่างแน่นอน การประกาศชัดเจนขนาดนี้ Android 4.4 KitKat ต้องมีอะไรดีกว่าที่เราคิดไว้ งั้นเราไปดูกันเลยครับ
height=365
1. Android 4.4 KitKat รองรับการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟน แรม 512 MB ขึ้นไป เอาใจผู้ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นถูกที่โดนจำกัดการอัพเกรดโอเอสไว้ที่ Gingerbread หรือ Ice Cream Sandwich เท่านั้น และระบบจัดการหน่วยความจำที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์ฮารด์แวร์ต่ำอย่าง Smartwatch เป็นต้น
2. ระบบ Multitasking โฉมใหม่ เรียกใช้งานได้เร็วขึ้นจากการปรับปรุงหน้าจอสัมผัสที่จะตอบสนองได้เร็วขึ้นและแม่นยำมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
3. แค่พูด Ok Google ก็ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายๆ โดยฟีเจอร์ Google Now ของ Android 4.4 KitKat สามารถใช้งานด้วยเสียงแบบไม่ต้องสัมผัสหน้าจอทัชสกรีนได้ คล้ายการใช้งานบน Moto X
4. Android 4.4 KitKat นำ Hangouts รูปแบบใหม่มารวมเป็นบริการเดียวกันทั้งหมด เช่น สามารถรับ-ส่ง SMS, แชร์พิกัดให้คู่สนทนาได้จาก Google Maps สะดวกยิ่งขึ้นในการบอกทาง, สนับสนุนการใช้ Animated GIF, สามารถใช้บริการ Hangouts On Air รองรับการสนทนาแบบถ่ายทอดสดและสามารถควบคุมเสียงและวีดีโอจากผู้เข้าร่วม Hangouts ได้ อีกทั้งสนับสนุนการใช้งาน Video Call ได้เช่นกัน
5. ระหว่างฟังเพลงในหน้าล็อคสกรีนภาพจากอัลบั้มที่คุณกำลังฟังจะแสดงบนหน้าจอแบบ Full Screen และควบคุมการทำงานได้ด้วย
6. ฟีเจอร์ใหม่ Smarter caller ID เมื่อสมาร์ทโฟนของคุณมีเบอร์แปลกๆโทรเข้ามา ตัวฟีเจอร์นี้จะทำงานร่วมกับ Google Maps โดยจะนำเบอร์ดังกล่าวไปเทียบเคียงกับธุรกิจห้างร้านต่างๆในบริเวณใกล้เคียงเพื่อให้ผู้ใช้ทราบว่าเบอร์นี้เป็นของใคร
7. แอพโทรศัพท์รูปแบบใหม่ที่จะจัดลำดับรายชื่อบุุคคลที่สนทนาบ่อยที่สุดให้โดยอัตโนมัติ และสามารถค้นหาเบอร์โทรศัพท์สถานที่ใกล้เคียงได้ด้วย
8. แป้นพิมพ์มาพร้อม Emoji ตัวละครญี่ปุ่น
9. ฟีเจอร์ใหม่ Air Print สามารถพิมพ์ภาพถ่าย, เอกสาร, จากสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้แบบไร้สายร่วมกับอุปกรณ์ที่รองรับ Google Cloud Print เช่น HP ePrint
10. แอพพลิเคชั่น Quickoffice สามารถเปิดและบันทึกไฟล์ได้โดยตรงกับ Google Drive รวมถึงสามารถเรียกใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นอกจาก Nexus 5 ที่เป็น Android 4.4 KitKat แล้ว Google ยังประกาศอุปกรณ์ที่จะได้รับการอัพเกรดเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด ได้แก่ Nexus 4, Nexus 7, Nexus 10, Galaxy S4 กับ HTC One Google Edition โดยจะเริ่มต้นในสัปดาห์หน้าครับ
เพิ่มเติมได้ที่ TheVerge
สนับสนุนเนื้อหา: Arip

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กูเกิลเปิดตัว Nexus 5 อย่างเป็นทางการ ราคาเริ่มต้น 349 เหรียญ เริ่มขายวันนี้!

กูเกิลเปิดตัว Nexus 5 อย่างเป็นทางการ ราคาเริ่มต้น 349 เหรียญ เริ่มขายวันนี้!
มีข่าวลือหนาหูมาตลอดว่า Nexus 5 กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ แต่จนแล้วจนเล่ากูเกิลก็ไม่แม้แต่จะประกาศวันเปิดตัวของสมาร์ทโฟนรุ่นดัง กล่าว ทว่าในที่สุด Nexus 5 ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการเงียบๆ แบบไร้งานยิ่งใหญ่ใดๆ
สเปคของ Nexus 5 เราเห็นมาจากข่าวหลุดแทบหมดทุกชิ้นส่วนแล้ว หลักๆ คือใช้ซีพียู Snapdragon 800 ควอดคอร์ ความถี่ 2.26GHz หน้าจอ 4.95 1080p (445 PPI) หน่วยความจำภายในเริ่มต้นที่ 16GB แรม 2GB รองรับ 4G LTE แล้ว โดย Nexus 5 ยังเป็นสมาร์ทโฟนในซีรีส์ Nexus ที่บางที่สุดเพียง 8.59 มม.
จุดเด่นของ Nexus 5 อยู่ที่กล้องหลังความละเอียด 8 เมกะพิกเซลที่มาพร้อมกับเลนส์ไวแสง บวกกับระบบกันสั่นในตัว (OIS) และโหมด HDR+ ที่จะถ่ายภาพรัวเพื่อรวมเข้ากันเป็นภาพเดียว รวมถึงการสั่งงาน Google Now จากหน้าโฮมสกรีนได้ตลอดเวลาด้วยคีย์เวิร์ด OK Google ไม่ต้องกดปุ่มก่อนใช้อีกต่อไปแล้ว
Nexus 5 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง แอนดรอยด์ 4.4 KitKat ตามคาด รายละเอียดเดี๋ยวอ่านกันในข่าวแยกครับ
สำหรับราคาเปิดตัว Nexus 5 นั้นสูงกว่ารุ่นเดิมเล็กน้อย รุ่นความจุ 16GB เปิดราคามาที่ 349 เหรียญ ส่วนรุ่น 32GB เปิดมาที่ 399 เหรียญ เริ่มขายวันนี้ผ่าน Google Play Store ในสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ครับ
ที่มา - Google Blog
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย:
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com