วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

พรีวิวโทรศัพท์มือถือ Samsung Galaxy S6 มาต่อจากนั้น!

 มาแล้ว! โหมโรงพร้อม Samsung Galaxy S6 edge มือถือขอบจอโค้ง 2 ด้าน หน้าจอ 5.1 นิ้ว ตัวเครื่องโลหะ กับกล้อง 16 ล้านพิกเซล จำหน่าย 10 เมษายนนี้
เริ่มอย่างเป็นทางการไปแล้ว ด้วย Samsung Galaxy S6 สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ที่เรียกได้ว่า เป็นรุ่นที่ทาง ซัมซุง คิดใหม่ทำใหม่ เลยก็ว่าได้
ซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างแรก ที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือ ดีไซน์ใหม่ โดยเปลี่ยนจาก ตัวเครื่องพลาสติก มาเป็น ตัวเครื่องโลหะผสมกระจก อีกทั้งยังบางลงกว่าเดิม จับได้ถนัดมือมากขึ้น ซึ่งก่อนที่ Samsung Galaxy S6 จักเริ่มพร้อมกับวางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการ เรามาชม พรีวิว Samsung Galaxy S6 กันก่อนว่า มือถือเรือธงรุ่นล่าสุดนี้ จะน่าใช้กว่าเดิม ด้วยกันมีดีไซน์ที่สวยขึ้นมากแค่ไหน
src=http://p3.isanook.com/hi/0/ud/279/1395065/2.jpg src=http://p4.isanook.com/hi/0/ud/279/1395065/3.jpg src=http://p4.isanook.com/hi/0/ud/279/1395065/4.jpg src=http://p4.isanook.com/hi/0/ud/279/1395065/5.jpg
มาเริ่มทำกันที่ ดีไซน์ ของ Samsung Galaxy S6 กันก่อน โดยรุ่นนี้ ถือว่าเป็นรุ่นแรกในตระกูล Galaxy S ที่เปลี่ยนจาก ตัวเครื่องพลาสติก มาเป็นตัวเครื่องแบบโลหะผสมกระจก ซึ่งกระจกที่ใช้บน Samsung Galaxy S6 นั้นก็คือ Gorilla Glass 4 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรงเป็นพิเศษอยู่แล้ว
เหตุด้วยปุ่ม Home นั้น ยังคงมี เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ เช่นเดียวกับ Samsung Galaxy S5 แต่ได้เปลี่ยนวิธีการสแกนใหม่ จากการรูดแล้วลากขึ้น กลายเป็นแตะเพื่อปลดล็อคแทน เรียกได้ว่า สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม
src=http://p4.isanook.com/hi/0/ud/279/1395065/6.jpg
Samsung Galaxy S6 มาพร้อมกับหน้าจอกว้าง 5.1 นิ้ว แบบ Super AMOLED Display ความละเอียด 1440 x 2560 พิกเซล (QHD) โดยมีจำนวนพิกเซลต่อตารางนิ้วสูงถึง 577 ppi ที่ช่วยทำให้การแสดงผลภาพในที่กลางแจ้ง ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อน ส่วนหน่วยประมวลผล ใช้ชิปเซ็ต Exynos 7420 แบบ Octa-Core Processor (64-bit) ที่ผลิตโดยสถาปัตยกรรม 14nm รุ่นแรกของโลก พร้อมหน่วยความจำ RAM 3 GB ซึ่งจักช่วยทำให้ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น แต่ใช้พลังงานแบตเตอรี่น้อยลง
src=http://p4.isanook.com/hi/0/ud/279/1395065/7.jpg
มากันที่เรื่องของกล้องถ่ายรูปกันบ้าง เพราะ Samsung Galaxy S6 รุ่นนี้ ดูเหมือนว่า ทางซัมซุง จะเน้นเรื่องการถ่ายรูปเป็นพิเศษ เนื่องจากใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างสูงสุด F/1.9 ทั้งกล้องด้านหน้า พร้อมกับด้านหลังนั่นเอง เพราะกล้องด้านหน้า มาพร้อมกับความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องด้านหลัง ความละเอียดอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ Quick Launch ที่รอบรู้เข้าใช้งานกล้องได้อย่างรวดเร็วในเวลา 0.7 วินาที แค่ดับเบิลคลิกที่ปุ่ม Home ครับ
เนื่องด้วยใครที่กังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดไว เพราะตัวเครื่องมาพร้อมหน้าจอแบบ QHD นั้น คงจะหายห่วงกันไปได้เลย เหตุเพราะ Samsung Galaxy S6 มาพร้อมกับฟีเจอร์ Fast Charging ด้วยการชาร์จเท่าแค่ 10 นาที แต่ทำเป็นใช้งานได้นานถึง 4 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังรองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายอีกด้วย
ส่วนบริการน้องใหม่แกะกล่องอย่าง Samsung Pay บริการชำระเงินสร้างผ่านมือถือ เรียกได้ว่า น่าสนใจมากเลยทีเดียวครับ ด้วยการใช้เทคโนโลยี NFC ด้วยกัน Magnetic Secure Transmission (MST) จากบริษัท LoopPay ที่ซัมซุงเพิ่งจักเข้าซื้อกิจการไปคราวไม่นานมานี้ นอกจากนี้ ยังรับประกันความปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยี Samsung KNOX บวกกับระบบสแกนลายนิ้วมือนั่นเอง
src=http://p4.isanook.com/hi/0/ud/279/1395065/8.jpg
เหมือนแค่การ พรีวิว Samsung Galaxy S6 ในเบื้องต้น ก็คงทำให้ มือถือเรือธงน้องใหม่ล่าสุดรุ่นนี้ น่าใช้และน่าสัมผัสกันบ้างอย่างแน่นอน ส่วน Samsung Galaxy S6 จะควงคู่มาพร้อมกับ Samsung Galaxy S6 edge เริ่มในไทยปางไหร่ พร้อมทั้งจะเคาะค่าเริ่มต้นต้นที่เท่าไหร่นั้น คงต้องติดตามกันต่อไปครับ - phonearena.com
สรุปสเปค ฟีเจอร์ พร้อมด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจของ Samsung Galaxy S6
src=http://p4.isanook.com/hi/0/ud/279/1395065/9.jpg
เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ด้วยว่า Samsung Galaxy S6 มือถือเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ในปีนี้ โหมโรงพร้อมกับ Samsung Galaxy S6 edge มือถือขอบจอโค้ง 2 ด้าน ตามข่าวโจษจันก่อนหน้านั้นนั่นเอง
เพราะดีไซน์ของทั้ง Samsung Galaxy S6 พร้อมทั้ง Samsung Galaxy S6 edge นั้นตรงกับภาพหลุดที่ปูดออกมาก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น กรอบตัวเครื่องแบบโลหะ, บอดี้แบบกระจกทั้งด้านหน้า พร้อมด้วยด้านหลัง ที่ทำให้ Samsung Galaxy S6 นั้น ดูพรีเมียมกว่ารุ่นก่อนหน้ามากเลยทีเดียว
src=http://p4.isanook.com/hi/0/ud/279/1395065/10.jpg
Samsung Galaxy S6 edge
นอกจาก Samsung Galaxy S6 จะชูจุดเด่นในเรื่องของ ดีไซน์ เป็นหลักแล้ว ยังมาพร้อมกับกล้องด้านหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/1.9 ช่วย ในเรื่องของการถ่ายภาพในที่แสงน้อยเป็นหลัก ทำให้ได้ภาพที่คมชัด และสว่างสดใสมากกว่า มือถือรุ่นอื่นๆ นอกจากนี้ ยังรองรับการทำธุรกรรมแบบออนไลน์ กับ Samsung Pay ระบบการ จ่ายเงินพ้น NFC พร้อมทั้ง Magnetic Secure Transmission (MST) ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมจาก LoopPay ที่ซัมซุงได้เข้าซื้อกิจการไปทันทีที่ไม่นานนี้นั่นเอง
Samsung Galaxy S6 มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลกว้าง 5.1 นิ้ว แบบ Super AMOLED ความละเอียด 2560 x 1440 พิกเซล (577 ppi) ซึ่งกระจกหน้าจอนั้น เป็นแบบ Corning Gorilla Glass 4 ที่ทางซัมซุง การันตีว่า มีความแข็งแรงทนทานมากเป็นพิเศษ ด้วยกันไม่โค้งงออีกด้วย
Samsung Galaxy S6 มาพร้อมกับชิปเซ็ต Exynos 7420 ที่ทางซัมซุงพัฒนาเอา เพราะว่าเป็นชิ ปเซ็ตแบบ 64-bit ประกอบไปด้วย หน่วยประมวลผลแบบ Quad-Core Cortex-A57 Processor ความเร็ว 2.1 GHz ด้วยกัน Quad-Core Cortex-A53 Processor ความเร็ว 1.5 GHz, หน่วยประมวลผลภาพกราฟิค Mali-T760 GPU กับหน่วยความจำ RAM ขนาด 3 GB ส่วนหน่วยความจำภายในตัวเครื่อง มีให้เระบือก 3 ขนาดความจุด้วยกัน ได้แก่ 32 GB, 64 GB ด้วยกัน 128 GB ซึ่ง Samsung Galaxy S6 ไม่ทำได้เพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card ได้ครับ
นอกจากนี้ Samsung Galaxy S6 ยังรองรับ LTE Cat.6, Wi-Fi ac, Bluetooth 4.1, NFC, GPS + GLONASS พร้อมทั้ง Beidou, IR blaster รวมไปถึงวิทยุ FM radio
รัน Android 5.0 (Lollipop) พร้อม TouchWiz ดีไซน์ใหม่
Samsung Galaxy S6 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 5.0 (Lollipop) ตั้งแต่แกะกล่อง ครอบทับด้วยTouchWiz UI เวอร์ชันใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการออกแบบใหม่ มีดีไซน์ที่เรียบง่ายขึ้น พร้อมกับน่าใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม
กล้องด้านหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เน้นถ่ายรูปในที่แสงน้อย
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ทาง ซัมซุง ภูมิใจนำเสนอ นั่นก็คือ กล้องด้านหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมเซ็นเซอร์แบบ ISOCELL กับระบบกันภาพสั่นแบบ OIS นอกจากนี้ Samsung Galaxy S6 ยังมาพร้อมกับรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/1.9 ที่ทางซัมซุง คอนเฟิร์มว่า หมดห่วงเรื่องการถ่ายรูปในที่แสงน้อยไปเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีไฟแฟลชแบบ LED ด้วยกัน Heart Rate Sensor วัดอัตราการเต้นของหัวใจที่ด้านหลังตัวเครื่องอีกด้วย
ส่วนกล้องด้านหน้า มาพร้อมกับความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/1.9 เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีระบบเปิดกล้องเร็วเพียง 0.7 วินาที (Quick Launch) ด้วยการกดที่ปุ่ม Home 2 ครั้ง
เปรียบเทียบภาพถ่ายของกล้องด้านหลัง ระหว่าง iPhone 6 Plus พร้อมกับ Samsung Galaxy S6
เปรียบเทียบการถ่ายวีดีโอ ระหว่าง iPhone 6 Plus ด้วยกัน Samsung Galaxy S6
Fast Charging ชาร์จแบตได้เร็วขึ้น
Samsung Galaxy S6 มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 2550 mAh ซึ่งไม่เชี่ยวชาญถอดแกะฝาหลังเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้อีกถัดจาก ทำให้ทางซัมซุง ได้เริ่มฟีเจอร์ใหม่ นั่นก็คือ Fast Charging ด้วยการชาร์จพ่าง 10 นาที แต่อาจจักใช้งานได้นานถึง 4 ชั่วโมง ซึ่ง ชาร์จเร็วกว่า Samsung Galaxy S5 ถึง 1.5 เท่า ด้วยกันขณะเทียบการชาร์จในระยะเวลาที่เท่ากัน Samsung Galaxy S6 จะอยู่ได้นานกว่า iPhone 6 ถึง 50% ครับ
Samsung Pay ระบบการชำระเงินบนมือถือแบบใหม่
ภายหลังที่ซัมซุงเข้าซื้อกิจการของ LoopPay ไปพอไม่นานมานี้ ก็ได้เริ่มเทคโนโลยีที่มากับบริษัทดังกล่าว ภายใต้ชื่อ Samsung Pay นั่นเอง เพราะ Samsung Pay รองรับการใช้งานทั้ง Visa พร้อมทั้ง Mastercard ซึ่งนอกจากจะจ่ายทะลุเทคโนโลยี NFC แล้ว ยังเป็นได้ใช้งานทะลวง Magnetic Secure Transmission (MST) ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมจาก LoopPay นั่นเอง ทำให้มีร้านค้ารองรับบริการดังกล่าวกว่า 30 ล้านร้านค้าทั่วโลกเลยทีเดียว
นอกจาก Samsung Pay จะรองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตลอดโทรศัพท์มือถือแล้ว ยังรองรับการจ่ายตัดผ่านบัตรเติมเงิน พร้อมทั้งบัตรของขวัญอีกด้วย ส่วนในเรื่องของความปลอดภัย มี Samsung KNOX พร้อมทั้ง ARM TrustZone รองรับอีกทีครับ
Samsung Pay จะเปิดให้ใช้บริการในช่วงหน้าร้อนนี้ ในสหรัฐฯ พร้อมทั้งเกาหลีใต้ก่อน โดยในช่วงแรก รองรับการใช้งานเฉพาะบน Samsung Galaxy S6 ด้วยกัน Samsung Galaxy S6 Edge เท่านั้น
มูลค่า พร้อมกับ วันวางจำหน่าย Samsung Galaxy S6 ในไทย
ในงานเปิดตัว ทางซัมซุง ได้ประกาศว่า จะวางจำหน่ายทั้ง Samsung Galaxy S6 พร้อมด้วย Samsung Galaxy S6 Edge ในวันที่ 10 เมษายนนี้ ใน 20 ประเทศ แต่ยังไม่ได้มีการระบุว่า มีประเทศใดบ้าง งานนี้ สาวกซัมซุงในไทย คงต้องไปลุ้นกันอีกทีว่า ประเทศไทย จะมีระเบียนอยู่ใน 20 ประเทศแรกหรือไม่ก็ไม่ ส่วนมูลค่า ยังไม่มีการเปิดเปิดเผยในงาน
อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะมีงานเริ่ม Samsung Galaxy S6 กับ Samsung Galaxy S6 edge ได้มีข้อมูลสนนราคาของทั้ง 2 รุ่นตีแผ่ออกมา ทั้ง 3 ขนาดความจุ สรุปคร่าวๆ ได้ดังนี้ครับ
มูลค่า Samsung Galaxy S6 (อย่างไม่เป็นทางการ)
- Samsung Galaxy S6 ความจุ 32 GB :€749 (คะเน 27,000 บาท)
- Samsung Galaxy S6 ความจุ 64 GB :€849 (คาดคะเน 31,000 บาท)
- Samsung Galaxy S6 ความจุ 128 GB : €949 (คาดว่า 34,000 บาท)
ราคา Samsung Galaxy S6 edge (อย่างไม่เป็นทางการ)
- Samsung Galaxy S6 edge ความจุ 32 GB :€849 (คาดคะเน 31,000 บาท)
- Samsung Galaxy S6 edge ความจุ 64 GB :€949 (ราวๆ 34,000 บาท)
- Samsung Galaxy S6 edge ความจุ 128 GB : €1049 (กะ 38,000 บาท)
ซึ่งมูลค่าข้างต้นนี้ เป็นมูลค่าที่อยู่ในประเทศแถบโซนยุโรป แน่นอนว่า มีราคาที่สูงกว่า ประเทศในแถบเอเชีย อย่างบ้านเราเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ถ้าสมมติว่าเรามาลอง คำนวณ มูลค่า Samsung Galaxy S6 แบบคร่าวๆ สมมติให้ ราคา Samsung Galaxy S6 เท่ากับ มูลค่า Samsung Galaxy S5 ตอนโหมโรง ที่ 23,800 บาท
ส่วนมูลค่า Samsung Galaxy S6 edge ให้อ้างอิงจากมูลค่า Samsung Galaxy Note Edge (แต่สมมติให้ถูกกว่า 1,000 บาท) จักสรุป ราคา Samsung Galaxy S6 พร้อมทั้ง Samsung Galaxy S6 Edge ในไทย ได้ดังนี้
ค่า Samsung Galaxy S6 ในไทย (อย่างไม่เป็นทางการ)
- Samsung Galaxy S6 ความจุ 32 GB ราคา 23,800 บาท
- Samsung Galaxy S6 ความจุ 64 GB สนนราคา 27,800 บาท
- Samsung Galaxy S6 ความจุ 128 GB ราคา 31,800 บาท

ราคา Samsung Galaxy S6 edge ในไทย (อย่างไม่เป็นทางการ)
- Samsung Galaxy S6 edge ความจุ 32 GB สนนราคา 27,800 บาท
- Samsung Galaxy S6 edge ความจุ 64 GB ค่า 31,800 บาท
- Samsung Galaxy S6 edge ความจุ 128 GB ราคา 35,800 บาท
อย่างไรก็ดี สนนราคา Samsung Galaxy S6 พร้อมทั้ง Samsung Galaxy S6 edge ในไทยข้างต้น เป็นการเกือบการเท่านั้น ไม่ใช่สนนราคาจริงแต่อย่างใด ต้องติดตามกันถัดว่า ซัมซุง ประเทศไทย จะประกาศราคาของทั้ง 2 รุ่น ไว้ที่เท่าใดครับ

ที่มา: http://hitech.sanook.com/1395065/

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

Samsung Galaxy S6 Edge กับ 5 สิ่งที่ลื้ออาจยังไม่รู้ ?

การโหมโรง Samsung  แบบ แพ็คคู่ แม้ดีไซน์ด้วยกันฟีเจอร์เพราะว่ารวมแทบไม่ต่างกัน แต่ความน่าสนใจของ Galaxy S6 Edge อยู่ที่หน้าจอแสดงผลที่โค้งเอียงลงทั้งด้านซ้ายกับขวา ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงเทคโนโลยีด้านจอภาพของ Samsung เองแล้ว Galaxy S6 Edge ยังมีอีก 5 เรื่องที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน ?
1. หน้าจอด้านข้างเสมือนจอที่สอง
Galaxy-S6-edge
หน้าจอที่โค้งเอียงลงมาด้านข้างของ Galaxy S6 Edge ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อความเลิศหรู แต่มันทำเป็นเป็นหน้าจอแสดงผลเหรอแจ้งเตือนได้ พร้อมกับสนับสนุนให้ผู้ใช้สามารถกำหนดแอพพลิเคชันที่ใช้บ่อยครั้ง เพราะการเรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
2. แบตเตอรี่กับการทำงานร่วมกับชิปประมวลแบบใหม่ 
แม้ Galaxy S6 Edge จักให้แบตเตอรี่ความจุเช่น 2600 mAh ซึ่งน้อยกว่าที่หลายคนคาดหวัง แต่ด้วยชิปประมวลรุ่นใหม่ที่ Samsung ระบุว่าเป็นการออกแบบภายใต้สถาปัตยกรรม 14 นาโนเมตร จักคอยช่วยจัดสรรการใช้พลังงานได้อย่างประสิทธิภาพ รวมไปถึงเป็นการลดการใช้ พลังงาน ส่งผลดีต่อชั่วโมงการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น
3. แบตเตอรี่ถอดไม่ได้อีกถัดไป
Galaxy-S6-edge-3
หลายคนที่ใช้สมาร์ทโฟนของ Samsung อาจคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแบตเตอรี่ เหรอการถอดแบตเตอรี่ในกรณีที่เครื่องค้าง เป็นต้น แต่เพราะด้วยใน Samsung Galaxy S6 Edge ใช่ไหม Galaxy S6 จะไม่อาจจะถอดแบตเตอรี่ได้อีกจากนั้น ดังนั้นสมมุติแบตเตอรี่ใกล้จะหมดทางเโจษจันกที่ช่วยยืดชั่วโมงการใช้งาน คือการใช้ Ultra Saving Mode หรือการใช้ Power Bank นั่นเอง
4. ตำแหน่งของลำโพง
Galaxy-S6-edge-2
แม้สาวก iPhone จักแอบเหน็บแนมว่าบางส่วนของการออกแบบ Samsung Galaxy S6 Edge ไม่ก็ Galaxy S6 จักมีความคล้ายคลึงกับ iPhone 6 / iPhone 6 Plus อาทิ ตำแหน่งลำโพงที่ถูกเคลื่อนย้ายมาอยู่ด้านล่างตัวเครื่อง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มาพร้อมกับประสิทธิภาพของเสียงที่ดีขึ้นพร้อมทั้ง ความดังที่มากขึ้นเช่นกัน
5. Micro SD ไม่มีอีกแล้ว
ความจุภายในของ Samsung Galaxy S6 Edge ไม่ก็ Galaxy S6 ริเริ่มต้นที่ 32 GB, 64 GB ด้วยกัน 128 GB ตามลำดับ ซึ่งสิ่งที่คู่กับตระกูล Galaxy S มาเพราะตลอดนั่นคือ micro SD เหตุด้วยการเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูล แต่ในเจเนอเรชั่นที่ 6 ทาง Samsung ได้ตัดสิ่งนี้ออกไป พร้อมกับยกเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Universal Flash Storage หน่วยความจำใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพราะ Samsung ช่วยให้การอ่านหรือเขียนข้อมูลทำได้เร็วพร้อมด้วยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Samsung Galaxy S6 Edge เตรียมวางขาย 10 เมษายน ศกนี้
ภาพจาก Wired

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ยอดอย่างสังเขปงานฉลอง Thailand Mobile Expo 2015 เมื่อวันที่ 12-15 กุมภาพันธ์

Thailand Mobile Expo 2015 สุดคึกคักรับต้นปี ยอดผู้เข้าชมงาน พร้อมด้วยยอดเงินสะพัดเติบโตทะลุเป้า
     บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด ผนึกกำลังพันธมิตรโทรศัพท์มือถือกว่า 40 แบรนด์ดังชั้นนำ อาทิ Samsung, OPPO, i-mobile, Microsoft, Sony, HTC, LG, Wiko, VIVO พร้อมด้วย Huawei ร่วมด้วยโอเปอเรเตอร์รายใหญ่ทั้ง 4 ค่าย AIS, DTAC, TrueMove H, TOT ด้วยกันบริษัทคู่ค้า จัดงาน Thailand Mobile Expo 2015 ครั้งที่ 20 มหกรรมมือถือ ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ จนกระทั่งวันที่ 12 - 15 กุมภาพันธ์ ที่ตัดผ่านมา
     นาย โอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด เปิดเปิดเผยถึงภาพรวมของการจัดงานThailand Mobile Expo 2015 ว่ามีจำนวนผู้เข้าชมงาน พร้อมทั้งยอดเงินสะพัดเติบโตเป็นที่น่าพอใจ ในระดับที่เรียกได้ว่าเกินคาด ด้วยตัวเลขของยอดเงินสะพัดภายในงาน 1.5 พันล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 20% จนกระทั่งเทียบกับการจัดงานในครั้งก่อน
     ทั้งนี้เนื่องด้วยสมาร์ทโฟนระดับเรือธงที่มีมูลค่าสูงยังคงมีกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนจัดงาน ว่ากลุ่มผู้บริโภคจะเทกำลังซื้อไปที่กลุ่มสมาร์ทโฟนระดับโหมโรงต้น ไปจนถึงระดับกลางมากกว่า
     แต่ถึงกระนั้นก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มสมาร์ทโฟนระดับเปิดฝาผนังต้น ไปจนถึงระดับกลางซึ่งมาพร้อมสเปคสุดคุ้มก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้จำนวนยอดเงินสะพัดภายในงานเติบโตได้ดี ทั้งนี้ก็เป็นผลมาจากการแข่งขันอันดุเดือดของตลาดสมาร์ทโฟน ที่ทำให้กลุ่มผู้บริโภคอาจจะเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนพร้อมด้วยแท็บเล็ตที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ
     ซึ่งมีสเปคเทียบเท่าสมาร์ทโฟนระดับสูง อาทิหน่วยประมวลผล 64 bit, หน่วยประมวลผลแบบ Octa-core, รองรับการเชื่อมต่อ 4G, RAM 2 GB, กล้องถ่ายภาพความละเอียดสูง ฯลฯ ได้ในระดับมูลค่าไม่ถึงหมื่นบาท นอกจากนี้การเปิดพื้นที่จัดแสดงงานเพิ่มเติมเพื่อรองรับแบรนด์มือถือที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
     ด้วยกันการเปิดพื้นที่จัดงาน Mobile Game Zone เพื่อตอบรับกระแสของเกมบนสมาร์ทโฟนที่กำลังมาแรง ก็ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้จำนวนผู้เข้าชมงานมีมากถึง 6.9 แสนคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นถึง 20% พอเทียบกับการจัดงานในครั้งก่อน ซึ่งจากการตอบรับที่ดีเหล่านี้ ต้องถือเป็นข่าวดีเกี่ยวกับคอเกมบนสมาร์ทโฟน ว่าจักได้พบกับ Mobile Game Zone ในการจัดงานครั้งหน้าอย่างแน่นอน
     นาย โอภาส กล่าวต่อว่า แนวโน้มในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนของผู้เข้าชมงานในครั้งนี้ ยังคงพุ่งเป้าไปที่สมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย เสริมด้วยเรื่องของวัสดุ, งานประกอบพร้อมทั้งความบางของตัวเครื่อง
     อีกทั้งเทรนด์การถ่ายภาพเซลฟี่ที่กำลังมาแรงยังส่งผลให้กล้องหน้าของสมาร์ทโฟนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคนำมาพิจารณาร่วมด้วย นอกจากนี้ยังสังเกตได้ว่า กลุ่มผู้บริโภคได้มีการศึกษาหาความรู้ในการเลือเลื่องกซื้อสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าเหมาะสมกับการใช้งานของตัวเองมาเป็นอย่างดี ก่อนมาสัมผัส ทดลองเล่นเครื่องสุทธิภายในงาน เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการเเล่าลือกซื้อสมาร์ทโฟนที่ประสิทธิภาพการใช้งานซึ่งตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการของตัวเอง
     พร้อมกับเหตุด้วยพื้นที่จัดแสดง Gadget Zone ซึ่งทางเราได้เล็งเห็นถึงกระแสความนิยม พร้อมทั้งได้เปิดพื้นที่เพื่อจัดแสดงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2014 จนมาถึงการจัดงานในครั้งนี้เราได้สั่ง Gadget ต่างๆ ที่เพิ่งโหมโรงไปในงาน CES 2015 พอช่วงต้นปี มาจัดแสดงเป็นที่แรกในประเทศไทย
     ก็เป็นที่น่าดีใจว่า Gadget เหล่านี้ยังคงได้รับความสนใจเป็นอย่างดีจากผู้เข้าชมงาน เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงทิศทางตลาดของสินค้ากลุ่ม Smart Watch, Wearable Device พร้อมด้วย Drone ที่น่าจะเติบโตขึ้นไปได้อีก พร้อมด้วยเป็นที่แน่นอนว่าทางเราก็ยังคงให้ความสำคัญกับ Gadget Zone ด้วยการสรรหา Gadget ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ มาจัดแสดงอย่างต่อเนื่องในการจัดงานครั้งต่อๆ ไป นายโอภาส กล่าวปิดท้าย
     แล้วพบกันใหม่ที่งาน Thailand Mobile Expo 2015 Hi-End ครั้งที่ 21 มหกรรมโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 7 - 10 พฤษภาคม 2558 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 10.00 - 20.00 น. เป็นต้นไป
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

VAIO กลับมาแล้ว ! โหมโรงโน๊ตบุ๊คแล็ปท็อป Z ซีรีส์ แบบไฮบริด

ถือเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ของแบรนด์ VAIO ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Sony อีกต่อจากนั้น ภายหลังถูกขายต่อให้กับกลุ่มกองทุนรวมของญี่ปุ่น ด้วยกันล่าสุดได้โหมโรงคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปสองแบบใหม่ VAIO Z และ VAIO Z Canvas
บุกเบิกกันที่ VAIO Z ได้รับฉายาว่า Monster PC มีหน้าจอแสดงผลขนาด 13.3 นิ้ว มีรุ่นที่ใช้ชิป Intel Core i5 พร้อมทั้งรุ่นที่ใช้ Intel Core i7, บอดี้ใช้อลูมิเนียมคาร์บอนเป็นส่วนประกอบ น้ำหนัก 1.34 กิโลกรัม ตัวเครื่องมีความหนา 16.8 มิลลิเมตร มีโหมด multiflip ที่่ช่วยพับหน้าจอจากแล็ปท็อปให้กลายเป็นแท็บเล็ตได้ ชาร์จหนึ่งครั้งรอบรู้ใช้งานได้นานสูงสุด 15.5 ชั่วโมง มูลค่าเปิดตัวอยู่ที่ 190,000 เยน หรือว่าเกือบ 52,000 บาท
ซีรีส์ถัดมาเป็น VAIO Z Canvas ได้รับฉายาว่า Monster Tablet หน้าจอขนาด 12.7 ความละเอียดการแสดงผล 2,560 x 1,704 พิกเซล ให้โทนสี Adobe RGB ถึง 95% ใช้ชิป Intel Core i7, SSD 256GB สมรรถถอดแป้นพิมพ์ได้ ทำให้เปลี่ยนรูปแบบการใช้งานจากแล็ปท็อปให้กลายเป็นแท็บเล็ต พร้อมการใช้งานร่วมกับสไตลัสได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังไม่มีการเปิดแสดงตัวค่าออกมาในเวลานี้
เจ้าโน๊ตบุ๊ค VAIO Z โหมโรงเปิดจองในประเทศญี่ปุ่นแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วน VAIO Z Canvas อาจต้องรอจนถึงเดือนพฤษภาคม ส่วนจักขยายการวางจำหน่ายออกนอกญี่ปุ่นด้วยใช่ไหมไม่ยังมีข้อมูลในเวลานี้ครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558

[รีวิว] OPPO N3 โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่กล้องแกว่งได้ 206 องศา

[รีวิว] OPPO N3 มือถือกล้องหมุนได้ รุ่นต่อยอด ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ที่หมุนได้ 206 องศา พร้อมความปลอดภัยอีกขั้น ด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือ
src=http://p3.isanook.com/hi/0/ud/278/1394101/oppo_n31.jpg
ถ้าแม้ถามถึง สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธง ที่น่าจับตามองมากที่สุด ณ ชั่วโมงนี้ คงจะต้องมีชื่อของ OPPO N3 กันอย่างแน่นอน
เพราะว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ คือรุ่นสานต่อของ OPPO N1 ที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของ มือถือกล้องหมุนได้ นั่นเอง ซึ่ง OPPO N3 ถือว่า ล้ำหน้ากว่า OPPO N1 ในหลายๆ จุดด้วยกัน ไม่ว่าจักเป็น กล้องด้านหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ Dual-LED คมชัดมากขึ้นกว่าเดิม
ทำได้หมุนใช้งานเป็นกล้องด้านหน้าได้ เพราะว่าหมุนได้ถึง 206 องศาระบบสแกนลายนิ้วมือด้านหลังตัวเครื่อง ทำได้จดจำลายนิ้วมือได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือ, อุปกรณ์สั่งงานแบบไร้สายที่มีชื่อว่า O-Click Control, หน้าจอแสดงผลกว้าง 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD (1080p), หน่วยประมวลผลแบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 2.3 GHz พร้อมกับ ระบบปฏิบัติการ Color OS
นอกจากนี้ ยังชาร์จแบตเตอรี่ได้ไวขึ้น ด้วยเทคโนโลยี VOCC ด้วยการชาร์จพาง 5 นาที เชี่ยวชาญใช้คุยโทรศัพท์ได้นานถึง 2 ชั่วโมง ไม่ใช่หรือชาร์จพาง 30 นาที แบตเตอรี่เพิ่มขึ้นถึง 75% พร้อมทั้งรองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดอีกด้วย
เรียกได้ว่า OPPO N3 มาพร้อมกับคุณสมบัติที่อัดแน่น ครบครันทุกการใช้งาน กับสนนราคาโหมโรงที่ 19,990 บาทซึ่งจะคุ้มค่าต่อการใช้งานเหรอไม่ ในวันนี้เราจะมาพิสูจน์ไปพร้อมๆ กันกับบทความ รีวิว OPPO N3 เพราะว่าหมู่งาน techmoblog ครับ
สเปค OPPO N3
• จอแสดงผลกว้าง 5.5 นิ้ว แบบ TFT LCD Capacitive Touchscreen 16.7 ล้านสี ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (403 ppi)
• หน่วยประมวลผลแบบ Quad-Core Processor (Qualcomm Snapdragon 801 MSM8974AA chipset) ความเร็ว 2.3 GHz
หน่วยประมวลผลภาพ Adreno 330 GPU
• RAM ขนาด 2 GB
• หน่วยความจำภายในตัวเครื่อง ขนาด 32 GB รองรับ microSD Card สูงสุด 128 GB
• รันระบบปฏิบัติการ Color OS เวอร์ชัน 2.0 ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 4.4.4 (KitKat)
• กล้องด้านหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ Dual-LED เพราะว่าโมดูลกล้อง อาจจะหมุนได้ 206 องศา ด้วยกันใช้งานเป็นกล้องด้านหน้าได้
• แบตเตอรี่ Li-ion 3000 mAh
• รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด
>> สเปค OPPO N3 อย่างละเอียด คลิกที่นี่
รีวิว OPPO N3 : ดีไซน์ และการออกแบบ
src=http://p3.isanook.com/hi/0/ud/278/1394101/oppo_n32.jpg
OPPO N3 มาพร้อมหน้าจอแสดงผลกว้าง 5.5 นิ้ว แบบ TFT LCD Capacitive Touchscreen 16.7 ล้านสี ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (403 ppi) ซึ่งถือว่า มีขนาดหน้าจอเล็กกว่า OPPO N1 ที่มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 5.9 นิ้ว เล็กน้อย แต่มีข้อดีคือ รอบรู้พกพาได้สะดวกมากขึ้น พร้อมทั้งมีน้ำหนักที่เบากว่า เพราะว่าน้ำหนักของตัวเครื่อง OPPO N3 อยู่ที่ 192 กรัม
src=http://p3.isanook.com/hi/0/ud/278/1394101/oppo_n33.jpg
src=http://p3.isanook.com/hi/0/ud/278/1394101/oppo_n34.jpg
ด้านบนของหน้าจอแสดงผล ประกอบด้วย Proximity Sensor ด้วยว่าการปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน, Ambient Light Sensor เนื่องด้วยตรวจวัดความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอด้วยกันแผงปุ่มกดให้เหมาะสม และลำโพงเพราะสนทนา ซึ่งอาจหมุนกล้องด้านหลัง มาเป็นกล้องด้านหน้าได้ ความละเอียดอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ Dual-LED เพราะตัวกล้องเชี่ยวชาญหมุนได้ถึง 206 องศา บุด้วยหนังเทียม ทำให้ดูหรูหราไปอีกระดับ
src=http://p3.isanook.com/hi/0/ud/278/1394101/oppo_n35.jpg
ด้านล่างของหน้าจอแสดงผล ประกอบด้วย ปุ่มควบควบคุมการทำงานแบบสัมผัส 3 ปุ่มหลัก ได้แก่ ปุ่มเมนู, ปุ่ม Home พร้อมด้วยปุ่มย้อนกลับ
src=http://p3.isanook.com/hi/0/ud/278/1394101/oppo_n36.jpg
Skyline Notification 2.0 แสงแจ้งเตือนจะปรากฏขึ้นตราบใดได้รับการแจ้งเตือนต่างๆ เช่น มีสายที่ไม่ได้รับ, มีข้อความที่ไม่ได้อ่าน, แจ้งเตือนเท่าที่แบตเตอรี่อยู่ในระดับต่ำ และจนกระทั่งมีการชาร์จแบตเตอรี่
src=http://p3.isanook.com/hi/0/ud/278/1394101/oppo_n37.jpg
เหตุด้วยขอบตัวเครื่องบน OPPO N3 นั้น ทำจากวัสดุอะลูมิเนียม อัลลอยด์ ซึ่งมีความแข็งแรงทนทาน เพราะว่าด้านขวาของตัวเครื่อง ประกอบด้วย ปุ่มปรับระดับเสียง กับช่องหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร ส่วนด้านซ้ายของตัวเครื่อง ประกอบด้วย ถาดใส่ซิมการ์ด, ปุ่ม Power เพราะด้วยเปิด-ปิดตัวเครื่อง หรือไม่ล็อคหน้าจอแสดงผล กับพอร์ต microUSB
src=http://p3.isanook.com/hi/0/ud/278/1394101/oppo_n38.jpg
OPPO N3 รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดภายในเครื่องเดียว โดยช่องซิมการ์ดที่ 1 รองรับซิมการ์ดแบบ microSIM ส่วนช่องซิมการ์ดที่ 2 รองรับซิมการ์ดแบบ nanoSIM พร้อมกับเป็นช่องเพราะด้วยหน่วยความจำเสริมแบบ microSD Card ด้วย (รองรับสูงสุด 128 GB) ซึ่งจะต้องเฟุ้งเฟื่องกอย่างใดอย่างหนึ่งครับ (ถ้าสมมตเระบือกใส่ microSD Card ก็จะไม่สมรรถใส่ซิมการ์ดได้)
src=http://p3.isanook.com/hi/0/ud/278/1394101/oppo_n39.jpg
ด้านบนของตัวเครื่อง ไม่มีปุ่มควบกำกับการทำงานใดๆ ส่วนด้านล่างของตัวเครื่อง เป็นไมโครโฟนตัวหลักเพราะว่าสนทนา พร้อมด้วยลำโพงเสียง
src=http://p3.isanook.com/hi/0/ud/278/1394101/oppo_n310.jpg
src=http://p3.isanook.com/hi/0/ud/278/1394101/oppo_n311.jpg
กรอบด้านหลังของ OPPO N3 เป็นวัสดุผิวเรียบลื่น ประกอบไปด้วย กล้องด้านหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ Dual-LED, ไมโครโฟนตัวที่สองเกี่ยวกับตัดเสียงรบกวนรอบข้าง, โลโก้ OPPO พร้อมด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือ ที่ทำได้จดจำลายนิ้วมือได้สูงสุดถึง 5 ลายนิ้วมือด้วยกัน ส่วนกล้องด้านหลังนั้น สามารถหมุนสลับไปเป็นกล้องด้านหน้าได้
src=http://p3.isanook.com/hi/0/ud/278/1394101/oppo_n312.jpg
O-Click รีโมตเพื่อควบดูแลการสั่งงานบน OPPO N3 เพราะถูกออกแบบให้มีขนาดเล็ก พร้อมช่องเพราะด้วยใส่สายคล้อง ใช่ไหมคล้องกับพวงกุญแจ ช่วยให้สามารถพกพาได้สะดวกขึ้นนั่นเองครับ
ส่วนคุณสมบัติของ O-Click ก็ได้แก่ เป็นรีโมตในการควบกำกับการถ่ายรูป ทั้งการหมุนกล้อง กับการชัตเตอร์, กด O-Click สองครั้งเพื่อให้โทรศัพท์ดัง และมีระบบแจ้งเตือน จนถึงสมาร์ทโฟนอยู่นอกคำสัญญาณของ O-Click
ข้อควรทราบ: “เครื่อง OPPO N3 ที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้ เป็นเพียงเครื่องวัดใจจากทาง ออปโป้ เท่านั้น ยังไม่ใช่เครื่องที่วางจำหน่ายแท้จริงแต่อย่างใด ก็เพราะว่าฉะนั้นตัวเครื่อง หรือฟังก์ชันการทำงานบางอย่างอาจจะยังไม่สมบูรณ์ 100% เหมือนกับเครื่องที่วางจำหน่ายแท้จริง”

ที่มา: http://hitech.sanook.com/1394101/

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

ชีวีวงศ์ญาติถูกประทุษร้ายด้วยเทคโนโลยี

ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ทันเวลามากขึ้น ทำให้สมาร์ทโฟนกลายมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน ทำให้ส่งผลไปถึงพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน
ซึ่งวันนี้เราก็ได้หยิบเอาอีกหนึ่งตัวอย่างการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของ คุณ สมาชิกหมายเลข 1950451 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่เกิดเหตุการณ์กับตัวเองมาฝากกัน
สวัสดีครับ ก่อนจักเล่าเรื่องราวของครอบครัวผม ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจก่อนซักนิดครับ
- ผมเป็นคนที่ใช้ Pantip เป็นประจำ แต่ล็อคอินนี้ผมสมัครใหม่ ก็เพราะว่าไม่ตะโกรงให้ใครรู้จักตัวจริงครับ
- เท่าที่ผมโพสต์แล้ว ล็อคอินนี้ผมจักไม่กลับมาใช้อีก ดังนั้นผมจึงไม่ขอตอบอะไรทั้งสิ้นครับ
- ข้อมูลบางอย่างที่เป็น Fact ผมอาจขอปรับบ้าง เช่นถ้าผมบ่งบอกว่าผมสูง 170 ข้อมูลจริงๆอาจเป็น 185 เพื่อไม่ให้คนที่รู้จักตัวผมมาอ่านแล้วรู้ว่าเป็นผม แต่เรื่องราวทั้งหมด จะยังคงอยู่ตามเดิม
- อ่านให้เป็นนิยายแล้วกันครับ ผมแค่ตะกลามระบายเท่านั้นเอง
ถ้าเข้าใจตรงกันแล้ว ขอเริ่มต้นเลยก็แล้วกันครับ
ผมกับแฟน คบกันมาตั้งแต่เรียนปี 2 คบกันมาเรื่อยๆจนเรียนจบ ต่างคนต่างทำงานได้ซัก 3-4 ปี ก็ตัดสินใจแต่งงานกัน โดยผมเองยอมรับเพราะว่าตรงว่า ผมมีความสัมพันธ์แบบลึกซึ้งกับเค้าเป็นคนแรก ถึงแม้จักเคยมีแฟนมาก่อนก็ตาม พร้อมกับผมก็มั่นใจว่า ผมก็เป็นคนแรกของแฟนผมเช่นกัน
ผมรักเค้ามากครับ รักจนเก่งยอมได้ทุกอย่าง ก็เพราะว่าเค้าเป็นคนดีมากยิ่งๆ ช่วงชีวิตตกต่ำของผมจักมีขนาดไหน เค้าก็อยู่กับผมตลอด ผมจึงต้องพยายามทำทุกอย่างให้เค้ามีความสุข ผมแต่งกับเค้าได้ประมาณการ 2 ปี ก็โหมโรงมีลูกคนแรก ชีวิตก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะว่าชีวิต Sex ของเราตั้งต้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะแฟนผมเค้ามีความต้องการน้อยลง เวลาผมต้องการเค้าจักไม่ยอมตลอด
ช่วงนั้นมีคะเนเดือนละครั้งเอง ผมก็ยอมเค้า เวลาผมมีอารมณ์ ก็เเลื่องกวิธีการช่วยตัวเอง ก็เพราะว่าคิดว่าเค้าคงเหนื่อยกับงานกับการเลี้ยงลูก เลยไม่ปรารถนาให้เค้าหงุดหงิดอีกครับ
พอลูกขึ้นต้นโตใกล้เข้าโรงเรียน ผมกับเค้าก็ซื้อ iPhone4 กันคนละเครื่อง เพราะว่าที่ไม่เคยรู้เลยว่า มันจักเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีวิตครอบครัวผมพังได้ ผมใช้มากันได้ซักพัก มันก็มีแอพ Find my iPhone ออกมา ผมก็จัดการลงแอพนี้ไว้ทั้ง 2 เครื่องโดยที่แฟนผมไม่รู้ ด้วยกันที่สำคัญ เค้าเป็นคนไม่ค่อยถนัดเรื่องพวกนี้เลย แอคเค้าท์ต่างๆ ไม่ว่าจักเป็น Facebook, Line หรือ Apple ID ผมจัดการให้หมด ขนาด Password เองเค้ายังไม่รู้เลยครับ ซึ่งหมายความว่า ถ้าผมกระหายรู้ปางไหร่ว่าแฟนผมอยู่ที่ไหน ผมก็เปิด Find my iPhone แล้ว Login เครื่องเค้า ผมก็รู้ทันทีว่าอยู่ที่ไหนครับ
อีกไม่กี่ปีต่อมา ผมก็มีลูกกันอีกคน แล้วแฟนผมก็ทำหมันเลย เพราะเราคิดกันว่ามีแค่ 2 คนก็พอแล้วด้วยว่ารายได้ของเรา 2 คน ชีวิตรักด้วยกันชีวิตครอบครัวก็ดูจักสมบูรณ์ขึ้น แต่ละวันผมมีความสุขมากครับ เพราะว่าลูกทั้ง 2 คนก็น่ารัก และกับแฟนก็รักกันดีตลอด ถึงแม้จะทะเลาะกันบ้าง แต่ก็ผลัดกันง้อมาเรื่อย จนทำให้ผมคิดว่าในโลกนี้คงไม่มีใครมีความสุขกว่าผมได้อีกแล้วครับ
แต่กลายเป็นว่า ผมคิดผิดแล้วครับ บุกเบิกจากหลังคลอด แฟนผมกลับมาริเริ่มมีอารมณ์มากขึ้น เราก็มี Sex กันได้บ่อยขึ้น จากก่อนหน้านี้เดือนละครั้ง กลายเป็นอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง และหลายๆครั้งเค้าเป็นคนบุกเบิกก่อนด้วยครับ ก็ดูมีความสุขดี
แต่ช่วงต้นปีนี้ ผมเปลี่ยนงานใหม่เพื่อรับเงินเดือนที่สูงขึ้น เพื่อต้องการให้ครอบครัวสบายขึ้น แต่แน่นอนว่าต้องแลกมากับงานที่มากขึ้น กลับบ้านช้ากว่าเดิม บางครั้งถึงบ้านแล้ว พอกล่อมลูกเข้านอนเสร็จ ก็ต้องมานั่งทำงานต่อ เวลาแฟนผมมีอารมณ์ ผมก็มีไม่ได้ เพราะว่ามันเหนื่อยและบางครั้งงานก็ไม่เสร็จ เค้าก็หงุดหงิดไปหลายครั้ง แต่ผมก็พยายามปลอบเค้าว่า เพื่ออนาคตของลูกที่ดี ก็ต้องยอมแลกบ้างนะ เค้าก็โอเคเข้าใจดี
มาถึงช่วงกลางปีที่ตัดผ่านมา ช่วงประมาณการบ่ายๆ ผมโทรหาเค้า จักชวนกินข้าวตอนเย็น เพราะว่างานน่าจักเสร็จเร็ว แต่เค้าไม่รับสาย เลยลอง Login เข้า Find my iPhone เพื่อเช็คว่าเค้าอยู่ที่ไหน เพราะเค้าทำงานเป็น AE หาลูกค้าบ่อยๆ
ปรากฏว่าตำแหน่งของแฟนผม มันไปอยู่ในที่ๆแปลกจากครั้งก่อนๆ ผมก็ดูตำแหน่งแล้วเอาไปเปรียบกับ Google Maps แล้ว มันแจ้งให้ทราบว่า เป็นโรงแรมแห่งนึงบนถนนรามคำแหง ผมก็งงว่ามันไปโผล่ตรงนั้นได้ไง คงเป็นเพราะว่าแอพจับตำแหน่งผิดมั้ง ซักพักเค้าก็โทรกลับมา บ่งบอกว่าประชุมกับลูกค้าแถวหน้ารามเพิ่งเสร็จ ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ชวนกินข้าวกันตามปกติ แต่ที่แปลกคือ คืนนั้นผมขอเค้ามี Sex ด้วยแต่ถูกไม่ยอม ก็เพราะว่าเค้าเอื้อนว่าเหนื่อย ผมก็เลยหลับไปแทน
อีกไม่กี่วัน ผมก็ Login เข้า Find my iPhone เพื่อดูอีก ก็เจอไปขึ้นตำแหน่งเดิมอีก แต่ครั้งนี้แปลกใจมาก ก็เพราะว่าปกติแล้วแฟนผมจะไม่พบลูกค้าเจ้าเดิมเกินอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ผมก็เปิดผนังคิดเตลิด แล้วปลงใจขึ้นแท็กซี่ไปที่โรงแรมนั้น จังหวะที่ผมถึงหน้าโรงแรม
สิ่งที่ผมเห็นคือ รถของแฟนผมกำลังเลี้ยวออกมาจากโรงแรมนั้น แต่คนขับเป็นผู้ชาย แล้วมีแฟนผมนั่งข้างๆ ตอนนั้นแย้มตรงๆครับว่าช๊อคมาก ทำอะไรไม่ถูก ลงมายืนแล้วหันกลับไปมองด้วยความงง จนคนขับแท็กซี่ต้องทวงค่ารถจากผม ผมใช้เวลายืนตรงนั้นอยู่นานแค่ไหนไม่รู้
พอตั้งสติได้ผมก็ขึ้นแท็กซี่กลับไปเอารถที่ออฟฟิศแล้วออกจากที่ทำงานไปหานั่งทำใจเลย รู้ตัวอีกทีก็ค่ำ กับเลยเวลาปกติที่เข้าบ้านแล้ว ก็เลยกลับบ้าน เค้าถึงบ้านแล้วครับ แวบแรกที่หวังทำตอนนั้นคือ ต้องการบีบคอเค้าให้ตายไปเลย แต่พอเห็นหน้าลูกทั้ง 2 คนแล้วก็ตองยับยั้งใจ แล้วก็ทำตัวปกติต่อจากนั้น
หลังจากวันนั้น ผมก็เช็คเค้าทุกวัน แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ เพราะว่าส่วนใหญ่จักอยู่ที่ทำงานเค้าตลอด จนข้ามมาประมาณ 1 อาทิตย์ ตอนเช้าที่กำลังออกจากบ้าน เค้าแย้มกับผมว่า วันนี้มีพาลูกค้าไปทานข้าวที่โรงแรมหนึ่งแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผมก็เล่าว่า โอเค จักได้รีบกลับมาช่วยแม่ดูลูก แต่ในใจคิดว่า จะลองตามดูซักครั้ง กะว่าจะให้คาหนังคาเขาเลย แล้วเรา 2 คนก็ต่างออกไปทำงาน พอตกบ่ายผมก็บุกเบิกเช็ค Find my iPhone เรื่อยๆ จนซักประมาณ 5 โมงเย็น ผมก็เห็นเค้าขึ้นต้นเดินทางออกจากที่ทำงาน ผมก็ตัดสินใจออกจากที่ทำงานเหมือนกัน
เพราะว่าวันนั้นผมขอยืมรถของน้องที่ทำงานมาใช้ ผมขับมาดักเจอเค้าได้แถวๆ ลาดพร้าว แล้วแอบขับตามเรื่อยๆ จนถึงร้านอาหารหนึ่งบนเส้นรัชดา ผมขับตามไปถึงที่จอดรถ แล้วได้จอดอยู่ห่างเค้าไม่ไกลนัก พอเค้าจอดรถได้ แปปนึง ก็มีผู้ชายคนนึงเดินมาจากไหนไม่รู้ เดินมาหาเค้าที่รถแล้วเดินจับมือกันหายไปในทางเข้าร้านไป
ผมจำได้เลยว่าผู้ชายเป็นรุ่นน้องในกรุ๊ปเดียวกัน ถ้าผมมีปืนตอนนั้น ผมคงต้องยิงมันตายทั้งคู่แน่นอนครับ แต่ผมอดใจไว้ ทำได้แค่พางถ่ายรูปไว้ก่อน ซักชั่วโมงกว่าๆ เค้าก็เดินจูงมือกลับมาที่รถกันครับ แล้วก็ออกรถไป ผมก็ขับตามอีก แล้วถ่ายรูปไว้เป็นระยะๆ เค้าขับมาไม่ไกลครับ แล้วก็เลี้ยวเข้าม่านรูดแห่งหนึ่งไป
ภาพนี้ทำผมน้ำตาไหลเลยครับ ในชีวิตนี้ผมไม่เคยคิดเลยครับว่า ผมต้องมาถูกคนที่ผมรักที่สุดมาหักหลังแบบนี้ ทั้งเจ็บใจ ทั้งเสียใจ อารมณ์ตอนนั้นบรรยายไม่ถูกแน่นอนๆครับ ผมไม่ประสงค์รอต่อแล้ว ก็เลยเอารถกลับไปเปลี่ยนกับน้องที่บ้านเค้าแล้วก็ดิ่งกลับบ้านทันที
จนกระทั่งถึงบ้านแล้ว ลูกคนเล็กหลับแล้ว แต่คนโตยังไม่หลับ ผมเลยเอาลูกมากล่อมที่ห้องผมเอง (ปกติลูกคนโตจะนอนกับย่า แต่คนเล็กจักนอนกับผมที่ห้อง) พอผมมองหน้าลูกทั้ง 2 คน ผมยิ่งนำตาไหลออกมาอีกครับ ผมสงสารลูก ผมไม่หวังให้ลูกต้องมีครอบครัวที่แตกแยก
แต่ผมเองก็คงอยู่กับคนที่ทำกับผมแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว ตอนนั้นผมสับสนมากเลยครับ ว่าจักทำอย่างไรดี จนลูกถามว่า พ่อร้องไห้ทำไม ผมได้แต่ทำนูลลูกว่าไม่มีอะไร แค่พ่อทำงานเหนื่อยเท่านั้นเอง ผมกล่อมลูกจนหลับแล้วก็นั่งรอเค้ากลับบ้าน
พอเค้าขึ้นถึงบนห้อง ผมก็หมายเค้าว่าขอคุยกันข้างล่างแปบสิ เค้าก็ตอบแบบอารมณ์เสียว่าไม่ลง จะอาบน้ำนอนแล้ว มีอะไรค่อยคุยพรุ่งนี้ ผมเสนอว่าพรุ่งนี้ไม่ได้ ต้องทันที ไม่ตะโกรงให้ลูกรู้ เค้าก็ไม่ยอมแล้วคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าไปอาบน้ำ
ผมจึงหยิบโทรศัพท์ลงไปข้างล่าง แล้วทยอยส่งรูปที่ผมถ่ายได้ ลงใน Line ของเค้าแล้วเปิดทีวีรอข้างล่าง ภายหลังผมได้ยินเสียงเค้าเดินเข้าห้องได้ไม่นาน เค้าก็เดินลงมาพร้อมกับน้ำตา มาถึงตัวผมแล้วก็กอด ร้องไห้พร้อมขอโทษไป อารมณ์ผมตอนนั้นเล่าตรงๆว่า มันไม่เหโจษความสงสารแล้วครับ สิ่งที่เค้าทำมันเกินกว่าที่ผมจักทนได้ ผมจึงผลักตัวเค้าออกไป แล้วสาธยายว่าผมกระหายรู้เรื่องทั้งหมด
แฟนผมเค้าเริ่มต้นเล่าว่า เรื่องมันเกินช่วงที่เค้าไป Outing กับบริษัท แล้วช่วงปาร์ตี้ก็ดื่มแล้วเมา แล้วก็เผลอไปมีอะไรกับน้องในฝ่าย มันเป็นอารมณ์ชั่ววูบ กับใช้คำว่าผมให้เค้าได้ไม่พอ เค้าเลยต้องมีทางออกแบบนี้
จากนั้นเค้าก็ขอโทษแล้วสาบานว่าจะไม่ทำอีก ผมฟังจบแล้วรู้สึกขยะแขยงมากครับ ผมทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวมีความสุข แต่ผลตอบรับกลับมามันช่างไม่สมเหตุผลเลยครับ ผมเลยคุยกับเค้าว่า ผมไม่ยกโทษให้ เพราะว่าผมพูดกับเค้าบ่อยๆตลอดชีวิตคู่ว่า ผมรับได้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องนี้ แต่เค้าก็ยังมาทำอีก
ผมยกโทษให้ไม่ได้ครันๆ ผมก็เอื้อนเค้าต่อว่า ผมอยากได้เลิกกับเค้า แต่ผมสงสารลูก ผมจึงขอเค้าว่า ให้เราแสร้งทำเป็นอยู่ด้วยกันตามปกติได้มั้ย ก็เพราะว่าคิดว่าลูกทั้ง 2 ยังเล็กเกินกว่าจะรู้เรื่องแบบนี้ พร้อมทั้งไม่ใคร่ให้เค้าขาดคนใดคนหนึ่งไป
โดยผมจะทนทำเป็นปกติกับเค้าทันทีที่อยู่ต่อหน้าลูก แต่ความแน่แท้แล้วผมจักแยกใช้ชีวิตกับเค้า ส่วนบ้านที่ผ่อนอยู่พร้อมกับค่าใช้จ่ายในบ้าน ผมจะจ่ายไปตามปกติ แต่ครั้นผ่อนหมดจักใส่เป็นชื่อลูกทั้ง 2 ทันที ค่าใช้จ่ายลูกก็หารครึ่ง และปางลูกเข้าถึงมัธยม ถึงจักตกลงใจชี้แจงลูกอีกครั้ง เพราะว่าจะแจ้งทีละคน คนโตก็อีกไม่กี่ปี
แต่คนเล็กก็อีกเป็น 10 ปี ซึ่งบรรยายตรงๆครับว่าผมก็ไม่รู้ว่าจักอดทนได้ถึงวันนั้นไม่ใช่หรือเปล่า แต่ผมไม่มีทางกลับไปคืนดีกับเค้าแน่นอนครับ เค้าฟังเสร็จก็จะไม่ยอม พยายามจะง้อผมให้คืนดีให้ได้ ผมจึงพูดกับเค้าว่า ถ้าไม่ตกลง ก็คงต้องพังกันหมดในวันนี้พรุ่งนี้เลย สุดท้ายเค้าจึงยอมครับ
เรื่องนี้เกิดมาเกือบครึ่งปีแล้ว ชีวิตที่พ้นมา คนภายนอกจักเห็นว่าเหมือนเดิมครับ แต่จักมีเช่น 3 คนในโลกนี้ที่รู้คือ ผม เค้า พร้อมด้วยแม่ผมเท่านั้น เพราะผมยังอยู่บ้านเดียวกัน นอนห้องเดียวกัน แต่เค้าจักนอนบนเตียงกับลูกคนเล็ก ส่วนผมปูเบาะนอนข้างล่างข้างเตียง (ลูกคนโตเคยถามว่าทำไมพ่อต้องปูเบาะนอนด้วย ผมตอบเค้าไปว่า น้องนอนดิ้นถีบพ่อบ่อย พ่อเลยต้องลงมานอนข้างล่าง) พาลูกไปเที่ยวตามปกติ ถ่ายรูปตามที่ลูกสั่ง เพื่อให้ทุกอย่างดูปกติที่สุด
วันไหนที่ทนไม่ไหว ก็ไปนั่งคุยกับแม่แล้วร้องไห้ไป ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง ผมไม่เคยเข้าไปดู Find my iPhone อีกเลยครับ ก็เพราะว่าเค้าจะไปไหนก็เป็นเรื่องของเค้า เค้าก็พยายามมาพูดเรื่อยๆว่าไม่ได้ยุ่งกันแล้วนะ บางวันก็พยายามลงมานอนข้างผม ผมก็ลุกหนีลงมานอนชั้นล่าง แรกๆก็เจ็บปวดครับ แต่ขณะนี้ความเจ็บปวดเริ่มหายไป กลายเป็นความชินชาแล้วล่ะครับ
ผมก็ถามตัวเองเสมอว่าทำไมเรื่องแบบนี้มันถึงเกิดกับผม เป็นเพราะผมทำงานหนักมากเพื่อแลกกับเงินมากเกินไปไม่ก็เปล่า หรือว่าเทคโนโลยีทำให้ผมต้องเจอกับสิ่งนี้ ถ้าไม่มีมันผมก็คงไม่รู้เรื่องแบบนี้
เค้าเบื่อก็เลิกมาอยู่กับผมเองหรือว่าเปล่า แต่ไม่เคยมีคำตอบครับ ครั้งนี้คำตอบผมมีอย่างเดียวคือทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกทั้งสองของผมมีชีวิตที่สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้ว่าผมจักเจ็บปวดมากแค่ไหนก็ตาม
ขอบคุณมากครับที่รับฟังการระบายของผม ผมไม่เป็นได้ให้คนรู้จักรู้เรื่องนี้ได้ยิ่งๆ แต่พอเก็บไว้มันก็อึดอัด การได้พิมพ์ออกมาเป็นตัวหนังสือ ก็ช่วยได้หน่อยนึง ส่วนทุกความเห็นผมขอขอบคุณล่วงหน้าครับ ผมคงได้แต่อ่าน แต่คงไม่ขอตอบอะไรทั้งสิ้นจากที่ได้แจ้งไปข้างต้นครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณที่มา: คุณ สมาชิกหมายเลข 1950451 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

5 โปรแกรม Cleaner ทำความสะอาดระบบยอดเป็นที่นิยมปี 2014

เพราะว่าคนที่รู้สึกว่า ช่วงหลังมานี้ยิ่งใช้งานคอมพิวเตอร์ เครื่องก็โหมโรงช้าลง ของบางคน นอกจากเปิดเครื่องช้าจนชงกาแฟเสร็จแล้วยังขึ้นไม่เข้าวินโดวส์ ยังทำงานช้า เปิดไฟล์ช้ากับสุดท้ายปิดเครื่องก็ยังช้าอีก แบบนี้คงปวดหัวอยู่ไม่น้อย
ส่วนหนึ่งนั่นก็ก็เพราะว่าเราใช้งานแบบไม่ได้ดูแลมากนัก บางทีเปิดเครื่องตั้งแต่เช้า ใช้ไปเรื่อยจนมืดค่ำหรือไม่บางครั้งไม่เคยปิดเลย ทั้งติดตั้งโปรแกรม เปิดไฟล์พร้อมกับใช้งานอีกสารพัด แบบนี้ไม่ช้าลงก็แปลก เพราะว่าโปรแกรมมากมาย หน้าต่างเปิดเว็บไซต์ก็ค้างอยู่ ไฟล์ไม่เคยจัดเก็บเป็นระเบียบ แบบนี้ไม่ช้าอย่างไรไหว แต่ไม่เป็น ถ้ายังรู้ตัวทัน ก็พอแก้ไขได้ ด้วยโปรแกรมประเภทที่เรียกว่า  นี้
ซึ่งในปี 2014 ต้องถือว่าเป็นอีกยุคหนึ่งของโปรแกรมที่ใช้จัดการไฟล์พร้อมกับดูแลระบบเหล่านี้ ลองดูกันว่ามีโปรแกรมอะไรบ้าง
Cleaner
Cleaner เป็นโปรแกรมในแนวที่ได้รับความนิยมเนื่องด้วยผู้ใช้โน๊ตบุ๊คหรือว่าพีซีก็ตาม ด้วยการทำความสะอาดระบบและจัดการไฟล์ไม่พึงประสงค์ เช่น Temp files, Cookie, File setup พร้อมด้วยบรรดาไฟล์ระบบ Registry รวมถึงช่วยในการ Defragment ให้อีกด้วย เพื่อให้ระบบมีความคล่องตัวในการทำงาน
CCleaner
1.CCleaner : เป็นโปรแกรมยอดนิยมที่เรียกว่าฮิตติดอันดับเสมอมา ด้วยคุณสมบัติเด่นในการ จัดการไฟล์ เคลียร์พื้นที่ ฟังก์ชันที่ครอบคลุมการทำงาน ทั้งในส่วนของ Clear temp ไม่ก็ Clean กับ Uninstall รวมไปถึงจัดการหน้าตาในการใช้งานที่เป็นมิตร ใช้งานง่ายด้วยกันมีประสิทธิภาพ
wise
2.Wise Care 356 : โปรแกรมในการ Optimize ระบบ ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นในการ Cleaner ที่ดูแลทำความสะอาดในส่วนต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น History, File Recent ใช่ไหมไฟล์ที่ต้องการลบแบบถาวร แม้ลูกเล่นจักไม่ได้หวือหวามากนัก แต่ที่น่าสนใจคือ ให้การทำงานที่ครอบคลุมในการดูแลระบบ
Advance
3.Advanced SystemCare : ใครที่ต้องการโปรแกรมเหตุด้วย การดูแล ตรวจเช็คด้วยกันป้องกัน กับบรรดาเครื่องมือมากมายสารพัด ให้ใช้งานได้แบบเต็มสูบ กรณีที่ไม่ค่อยมีเวลาจัดการในระบบ โปรแกรมนี้ เป็นทางเโจษจันกที่น่าสนใจ เพราะอย่างปลายปีอย่างนี้ ทำทีเดียวจบในตัว ไม่ต้องไปมองหาโปรแกรมเสริมอื่นๆ มาติดตั้งให้วุ่นวาย
SlimCleaner
4.Slim Cleaner : โปรแกรมเพราะการ Clean up ที่มีฟังก์ชันน่าใช้ ให้ความพร้อมในการจัดการไฟล์ระบบ, ซอฟต์แวร์, เบราว์เซอร์, History พร้อมเครื่องมือในการปรับแต่งที่มีมาให้ใช้งานกันแบบเต็มที่ ไม่มีกั๊ก
Glary
5.Glary Utilities : โปรแกรมตรวจสอบสุขภาพระบบแบบหัวจรดเท้า ก็เพราะว่ามีให้เเลื่องลือกใช้ตั้งแต่ ทำความสะอาด, ปรับแต่ง แก้ไขพร้อมด้วย Optimize ระบบ พร้อมกับฟังก์ชันในการจัดการรีจิสทรีพร้อมกับลูกเล่นในการซ่อมแซมไฟล์ระบบพร้อมทั้งการ ตั้งค่าความปลอดภัย พร้อมลูกเล่นอีกมากมาย ที่อัดแน่นมาให้ ครบทุกเรื่องในการดูแล

ที่มา: http://hitech.sanook.com/1393605