วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557

รีวิว Nokia X: ความพยายามครั้งแรกของ Nokia ในโลกแอนดรอยด์

: ความพยายามครั้งแรกของ Nokia ในโลกแอนดรอยด์

          ความเคลื่อนไหวของโนเกียที่เปิดตัวโทรศัพท์มือถือสายใหม่ที่ มีชื่อว่า Nokia X ในงาน Mobile World Congressเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้สร้างความฮือฮามากพอสมควร นั่นก็เพราะระบบปฏิบัติการที่ใช้ภายในนั้นมีฐานมาจากโครงการAOSP (Android Open Source Project) ซึ่งหากอธิบายง่ายๆ ก็คือ นำเอาแอนดรอยด์มาปรับแต่งเอง (แนวทางเดียวกับ Amazon) โดยอาศัยความได้เปรียบของระบบโดยรวมของแอนดรอยด์ที่มีแอพจำนวนมาก ผสานเข้ากับบริการต่างๆ ยกเว้นบริการของกูเกิลลงไป
          Blognone เองเคยมีพรีวิวลอง จับเครื่องที่จะจำหน่ายจริงในประเทศไทยมาแล้ว แต่ในคราวนี้จะเป็นการรีวิวเจาะลึกการใช้งานอย่างเต็มที่จากการใช้งานจริง ซึ่งน่าจะตอบคำถามของคนที่กำลังจดๆ จ้องๆ ว่าจะซื้อดีหรือไม่ หรือรอรุ่นที่ดีกว่า (X+/XL) ในสายเดียวกันดี

แกะกล่องและรูปลักษณ์ภายนอก

          กล่องของ Nokia X นั้นมีขนาดที่ไม่ใหญ่มาก เรียกว่าขนาดไม่ถึงกับเล็กมากแต่มั่นคงดี เมื่อเลื่อนส่วนด้านนอกของกล่องออกมา ก็พบกับเครื่องวางเด่นอยู่ในกล่องดังภาพ
IMG_20140310_220233
ภายในนอกจากโทรศัพท์มือถือและแบตเตอรี่แล้ว มีสายชารจ์และหูฟังสีแดงให้ พร้อมกับคู่มือเริ่มต้นใช้งาน
IMG_20140310_220358
          วิธีการเปิดฝาหลังเครื่องคือต้องดันส่วนฝาเขียวๆ ให้แยกออกจากตัวเครื่อง (แนวทางเดียวกับ Lumia 620) แม้จะไม่ยาก แต่ตอนแรกที่ทำตามคู่มือนั้นกลับเปิดได้ยากมากกว่าที่คิด จึงอาจคิดได้ในสองแง่ หนึ่งคือไม่ควรทำตามคู่มือไปเสียทุกอย่าง ไม่ก็สองคือวิธีเปิดตามคู่มือไม่ใช่วิธีเปิดที่ดีหรือง่ายที่สุด ในแง่นี้อยากให้โนเกียลองพยายามหาวิธีอธิบายที่ง่ายกว่านี้ในคู่มือ (ใช้คนถึงสามคนในการพยายามดันฝาหลังออกตามวิธี ก่อนจะพบวิธีที่ง่ายกว่า)
IMG_20140310_215816
Nokia X เป็นมือถือแบบสองซิมที่ใช้ Micro SIM ทั้งคู่ (แบบเดียวกับ Moto G) และสามารถเสียบหน่วยความจำแบบ Micro SD เพิ่มเติมได้ เพียงแต่ช่อง SIM 1 เท่านั้นที่จะรองรับ 3G
IMG_20140310_220001
รูปลักษณ์ภายนอกนั้นเหมือนกับที่ได้บรรยายไปแล้วในพรีวิว นั่นก็คือค่อนข้างมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมแบบก้อนอิฐ เรียกว่า ถ้าใครที่ชื่นชอบแนวทางการออกแบบเช่นนี้ก็อาจจะชอบ Nokia X น้ำหนักไม่มากก็จริงแต่ถือว่าพอตัวอยู่ทีเดียว ให้สัมผัสที่แน่นหนาและมั่นคงมากกว่าโทรศัพท์รายอื่น หน้าจอค่อนข้างคมชัดระดับหนึ่ง
IMG_20140310_215009
ด้วยรูปทรงที่แทบจะเป็นก้อนอิฐ ทำให้ลูกเล่นอันหนึ่งได้มาอย่างบังเอิญ คือ จับตั้งขึ้นมาได้ สวยงามไปอีกแบบ (ถ้าไม่กลัวว่ามือจะไปปัดตกนะครับ)
IMG_20140310_215252
ด้านขวามือของเรา มีปุ่มปรับเสียงและเปิด/ปิดหน้าจอ ด้านหลังเครื่องเรียบๆ ครับ มีลำโพงและกล้อง ลำโพงเมื่อเล่นเพลงและวางถูกลักษณะให้เสียงที่ค่อนข้างดังพอสมควรระดับหนึ่ง ครับ
IMG_20140310_171448
ด้านบนเป็นช่องเสียบหูฟัง และด้านล่างของเครื่องเป็นช่องเสียบสาย Micro USB ครับ
IMG_20140310_214754
IMG_20140310_214741
เปรียบเทียบขนาดระหว่าง (จากซ้ายไปขวา) Moto G, Nokia X, Lumia 520 และ Lumia 920 จะเห็นได้ว่า Nokia X มีขนาดที่ค่อนข้างเล็กพอสมควร
IMG_20140310_164716

ซอฟต์แวร์

          แม้ภายในจะเป็นระบบปฏิบัติการที่ดัดแปลงมาจากแอนดรอยด์ก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ หน้าตาภายในนั้นกลับถูกปรับแต่งอย่างมาก อาจจะเรียกว่ายกหน้าตาของ Windows Phone ลงมาใส่ไว้ภายในแทบทั้งหมด ในเครื่องจะมีแอพบางตัวที่แถมมาให้ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นเกมครับ
 Screenshot_2014-03-10-16-05-50
Screenshot_2014-03-10-16-06-44 
การใช้งาน Fastlane ก็เพียงแค่ปัดจากหน้าหลักไปเท่านั้น ไม่ว่าจะด้านซ้ายหรือขวา ข้อสำคัญคือต้องอยู่ที่หน้าหลักเท่านั้น Fastlane เป็นเหมือนแหล่งรวมกิจกรรมหรือแอพที่เรากำลังเปิดอยู่ทั้งหมด แบบเดียวกับ Recent Apps ในแอนดรอยด์ เพียงแต่ว่าเพิ่มความสามารถแบบ Notification Bar เข้ามา คือระบุสถานะอย่างอื่นได้ เช่น กำลังดาวน์โหลดอะไรอยู่บ้าง เป็นต้น
Screenshot_2014-03-10-15-58-52 
          แต่ที่น่าสนใจคือ ก็ยังคงมี Notification Bar ปรากฏอยู่เช่นกัน ไว้สำหรับเรียกใช้การตั้งค่าต่างๆ เช่น เปิดหรือปิดไวไฟ เป็นต้น ส่วนถ้ามีเมนูอยู่ ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะมีปัญหาโลกแตกแบบ HTCที่จะต้องกินที่แสดงผลไป เพียงแค่ปัดด้านล่างของจอเท่านั้นก็จะได้
Screenshot_2014-03-10-19-39-00 
          แอพที่ติดตั้งมากับเครื่องแล้ว มักจะเป็นแอพพื้นฐานเบื้องต้นโดยส่วนมาก สิ่งที่น่าแปลกใจและค้นพบระหว่างการทดสอบคือ เครื่องไม่ได้แถมโปรแกรมที่เป็นบริการของไมโครซอฟท์มาทั้งหมด เช่น OneDrive ต้องไปดาวน์โหลดเองจากใน Store เป็นต้น ซึ่งก็ทำให้เกิดคำถามที่ว่า ทำไมถึงไม่รวมเอาบริการพื้นฐานของไมโครซอฟท์ทั้งหมดมาในคราวเดียว? เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือเครื่องแถมมาพร้อมกับ Skype เท่านั้น
          ส่วนการลงแอพของแอนดรอยด์ในเครื่องนั้น สามารถทำได้ทันทีและไม่มีอะไรที่ต้องกังวลแม้แต่น้อย ขอให้แค่หาไฟล์ apk ของแอพที่ต้องการเท่านั้นก็สามารถลงได้แล้ว โดยตัวทางลัด (shortcut) ในการเข้าโปรแกรมจะไปอยู่ที่หน้าหลัก (แบบเดียวกับ Windows Phone) โดยในการทดสอบนี้เราลงแอพสองตัว คือ CPU-Z และ GPS Toolbox โดยใช้ apk ในการลง ซึ่งไม่มีปัญหาในการทำงานใดๆ ทั้งสิ้น บน Nokia X ดังนั้นจึงสบายใจได้ระดับหนึ่ง หากแอพที่ใช้ประจำนั้นไม่มีการเรียกใช้งาน API ที่สำคัญ (เช่น ระบบแผนที่หรือการจ่ายเงิน) ก็สามารถที่จะใช้งานได้ตามปกติ เพียงแต่อาจจะต้องเสียเวลาหา apk เท่านั้น หรือไม่ก็ติด Store ตัวอื่นที่นอกจาก Nokia Store อย่างเช่นของ Amazon เป็นต้น
Screenshot_2014-03-10-16-22-05 
Screenshot_2014-03-10-20-22-27 

การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

IMG_20140310_215139213
          เมื่อพอต้องใช้เครื่องจริงในชีวิตประจำวัน ในเรื่องของการจัดการแบตเตอรี่ถือว่าทำได้ดีพอสมควร อยู่ได้ค่อนข้างนานพอสมควร เสียงโทรเข้า-โทรออก ค่อนข้างชัดเจน และตัวแอพพื้นฐานที่มากับเครื่องก็ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ดี แต่สิ่งที่พบก็คือการตอบสนองของเครื่องนั้นหากใช้ไประยะหนึ่งแล้วจะช้าลง อย่างมาก ต้องค่อยไล่ปิดแอพหรือการใช้งานปกติใน Fastlane ถึงจะเร็วขึ้น ปัญหามากกว่านั้นอยู่ที่เรื่องของพื้นที่หน่วยความจำที่มีมาให้ค่อนข้างน้อย ทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่ผู้ใช้จะต้องจัดหา Micro SD เข้ามาใช้ควบคู่ด้วย
Screenshot_2014-03-10-17-18-57 
          ปัญหาที่ชวนหงุดหงิดใจเล็กน้อยอยู่ที่แป้นพิมพ์กับการเปลี่ยนภาษา ซึ่งถึงแม้ว่าแป้นพิมพ์ที่ติดมากับเครื่องจะดีมาก (เข้าใจว่าใช้ Swype) แต่เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนภาษาแล้ว กลับต้องกดปุ่ม Spacebar ค้างไว้ระยะหนึ่งก่อนจะปรากฎให้เลือกภาษา ซึ่งในจุดนี้ทางโนเกียอาจจะต้องกลับไปคิดพอสมควรว่าทำอย่างไรให้การเปลี่ยน ภาษาง่ายกว่านี้ได้ อีกส่วนคือการเคาะหน้าจอสองครั้งเพื่อเปิดหน้าจอ ที่ถึงแม้จะมีประโยชน์อย่างมาก แต่เอาเข้าจริงเวลาใช้งานแล้วมีหลายครั้งที่เคาะแล้ว ไม่ตื่น เหมือนกัน นอกจากนั้นแล้วการเล่นไฟล์วีดีโอ ถ้าเป็นความละเอียดสูง โดยเฉพาะพวก 1080p ผลที่ออกมาคือมีแต่เสียง ภาพแทบจะหยุดนิ่งและแสดงผลไม่ได้ พอเข้าระดับ 480p พอจะเล่นได้ แต่ก็ยังมีการกระตุกให้เห็น
Screenshot_2014-03-10-16-15-47 
          เนื่องจาก Nokia X เป็นเครื่องที่สามารถใช้งานได้สองซิม เราจึงสามารถกำหนดลักษณะการโทรหรือการใช้อินเตอร์เน็ตได้ เช่น ในการโทร ให้โทรออกที่ซิมหนึ่งหรือซิมสองได้ หรือจะถามทุกครั้งไปก็ได้ โดยการถามจะถามลงมาจาก Notification Bar ให้เลือก น่าเสียดายตรงที่ว่า หากสมมติว่าติดสายหนึ่งแล้ว อีกสายหนึ่งจะไม่สามารถโทรเข้าโทรออกได้ ไม่ใช่การรับสายพร้อมกันได้สองสาย
Screenshot_2014-03-12-00-53-12 
          โดยภาพรวม Nokia X ตอบโจทย์การใช้งานระดับพื้นฐานอยู่ได้บ้าง อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่อาจจะคุ้นเคยกับโทรศัพท์ที่ลื่น หรือต้องการความยืดหยุ่นมากกว่านี้ ต้องยอมรับว่า Nokia X ค่อนข้างมีขีดจำกัดอยู่พอสมควรในการตอบโจทย์ ในแง่นี้ก็อาจจะขึ้นไปที่ระดับเครื่องแบบ Lumia เลย น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า ส่วนเรื่อง UI ลูกผสมที่หลายคนอาจจะเป็นกังวลบ้างว่าจะออกมาดีแค่ไหน ต้องตอบว่าใช้งานได้ไม่มีปัญหาอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีฐานใช้เป็นมาจาก Windows Phone แต่แรกแล้ว ยกเว้น Fastlane ที่ต้องใช้เวลาปรับตัวสักพัก แต่ก็ไม่นานนัก

กล้อง

          เรื่องกล้องสำหรับ Nokia X ก็ถือว่าสมราคาครับ แถมเป็นกล้องแบบ Fixed focus ด้วย แต่ถ้าถามว่าค่อนข้างผิดหวังหรือไม่ ก็คงต้องบอกว่าผิดหวังอยู่บ้าง ด้วยระดับราคานี้มีโทรศัพท์อยู่หลายตัวที่มีคุณสมบัติแบบ Auto focus กันหมดแล้ว แต่ถ้าถือว่าเป็นเครื่องสำหรับเริ่มต้นให้เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ใช้ ก็ถือว่าใช้ได้ระดับหนึ่งกับคุณภาพของรูปถ่าย ยกเว้นในที่ซึ่งแสงอาจจะไม่ค่อยพอ ก็มีอาการภาพมีสีซีดได้
IMG_20140310_163957
IMG_20140310_202907
IMG_20140310_202918
IMG_20140310_203440

บทสรุป

IMG_20140310_192135
          ถ้าถามว่าความพยายามของ Nokia กับการลองหยั่งเชิงในตลาดมือถือระดับกลางค่อนล่างด้วย Nokia X ประสบความสำเร็จหรือไม่? อาจจะตอบในตอนนี้ได้ยาก แต่ถ้าถามว่าเตรียมตัวมาดีหรือไม่ คำตอบคือเตรียมตัวมาค่อนข้างดีมาก ตัวเครื่องให้สัมผัสที่ดีมาก งานประกอบแน่นหนา ดูไม่เหมือนโทรศัพท์มือถือราคาถูกทั่วไปแม้แต่น้อย ตัวซอฟต์แวร์เองก็ใช้งานได้ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ดี ถ้าไม่ไปใช้งานมันหนักๆ อย่างไรก็ตามตัวซอฟต์แวร์ยังต้องเร่งปรับปรุงและพัฒนาให้มากกว่านี้ แม้ว่าจะอาศัยความได้เปรียบจากการที่เป็นแพลตฟอร์มดัดแปลงจากแอนดรอยด์ในการ มีแอพรันจำนวนมาก แต่ถ้าระบบแกนหลักภายในยังทำงานได้ค่อนข้างช้า จะเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับ Nokia X เอง
          หากจะถามว่าความน่าซื้อของ Nokia X อยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับมือถือเจ้าอื่นในท้องตลาด? คำตอบก็คือวัสดุของเครื่องที่ดีกว่าอย่างแน่นอน และการบริการหลังการขายที่ดีกว่าแน่นอน แต่ถ้าถามว่าเป็นโทรศัพท์ที่เหมาะกับคนแบบไหน คำตอบคงไม่น่าจะหนีไปจากกลุ่มฟีเจอร์โฟนที่ต้องการมาสัมผัสกับโทรศัพท์กลุ่ม สมาร์ทโฟนบ้าง หรือไม่ก็เป็นกลุ่มคนที่กำลังแสวงหาโทรศัพท์มือถือที่ทำงานได้ทัดเทียมกับ โทรศัพท์อื่นๆ เอาไว้ใช้เป็นเครื่องสำรอง
          อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่มอง Nokia X ไว้ เพราะคิดว่าจะสามารถใช้ร่วมกับบริการของกูเกิลได้ หรือไม่ก็พบว่าตัวเองอยู่ในโลกบริการของกูเกิลมากกว่า เห็นทีอาจจะต้องมองข้าม Nokia X ไป เพราะการตัดบริการทุกอย่างของกูเกิลออกไป ย่อมทำให้การเรียกใช้บริการอย่าง Play Store เป็นไปไม่ได้แน่นอน แม้ว่าจะทำการดัดแปลงซอฟต์แวร์ ภายในได้ แต่เท่าที่ลองแล้วก็พบว่าให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ไม่ดีเอามากๆ เพราะบริการของกูเกิลเหล่านี้ต้องใช้พื้นที่ในหน่วยความจำไปอีกพอสมควร ยกเว้นเสียแต่ว่าจะซื้อมาเพื่อลงรอมใหม่เท่านั้นอาจจะยังพอเป็นไปได้บ้าง
          เพื่อความชัดเจนอาจจะสรุปได้ว่า หากหาโทรศัพท์สำรอง/โทรศัพท์สำหรับเด็กๆ/โทรศัพท์สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มหัด ใช้สมาร์ทโฟน Nokia Xย่อมตอบโจทย์ แต่ถ้าแสวงหาโทรศัพท์มือถือที่ต้องการประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดีกว่าการ เป็นเครื่องสำรอง แนะนำว่าการรอ X+ หรือ XL ที่จะออกมาหลังจากนี้ อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ส่วนจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดสำหรับโนเกียนั้น เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: 
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

iPhone 6 ถูกสั่งผลิตแล้ว 90 ล้านเครื่อง เปิดตัวกลางปี 2014

 ถูกสั่งผลิตแล้ว 90 ล้านเครื่อง เปิดตัวกลางปี 2014

          น่าจะเป็นข่าวดีของผู้อ่านหลายๆท่านที่ต้องการเปลี่ยนมือถือเป็นเครื่องใหม่, สาวก iPhone และผู้ใช้มือถือทั่วไป เพราะรายงานจาก The Commercial Times เปิดเผยว่า Foxconn โรงงานผลิตอุปกรณ์ให้กับ Apple ได้รับคำสั่งการผลิตiPhone 6 แล้วจำนวน 90 ล้านเครื่อง พร้อมมีการคาดการณ์เรื่องการเปิดตัวในช่วงกลางปี 2014
          การเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ในช่วงกลางปีเคยเกิดมาแล้วในงาน WWDC ปี 2010 ซึ่งครั้งนั้นเป็นการเปิดตัว iPhone 4 และในปี 2014 อาจเป็นอีกครั้งที่ Apple ใช้งาน WWDC เดือนมิถุนายนนี้เปิดตัวอุปกรณ์ใหม่หรือ iPhone 6 เพราะจากรายงานของ The Commercial Times ระบุว่า Foxconn โรงงานผลิตอุปกรณ์ให้กับ Apple ได้รับคำสั่งการผลิต iPhone 6 แล้วถึง 90 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นไปได้ว่ากระบวนการผลิตจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายนนี้
          หากกำหนดการเปิดตัวเป็นไปตามข่าวที่ออกมาก็แปลว่า Apple ได้ตัดสินใจลดวงจรชีวิตของอุปกรณ์ลงจากเดิมที่อย่างน้อยมีอายุในตลาดเกือบ 1 ปี เหลือเพียงแค่ 7-8 เดือน และสอดคล้องกับข่าวลือที่ผ่านมาว่า Apple จะหันมาเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ปีละ 2 รุ่น
          ข่าวการเร่งเปิดตัว iPhone 6 นับว่าสอดคล้องกับข้อมูลตามเว็บไซต์ในต่างประเทศก่อนหน้านี้ (อ่านได้จากข่าวเก่าครับ) ที่ระบุว่า Apple ได้จ้างบุคคลากรและโรงงานในแทบเอเชียเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับกับการพัฒนาอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่จะมีจำนวนมากขึ้น รวมไปถึงเป็นการเร่งรัดให้การเปิดตัวเร็วขึ้นอีกด้วยนั่นเอง
          สำหรับ iPhone 6 นี้มีการวิเคราะห์ว่าอาจเป็นรุ่นต่อยอดของ iPhone 5c เน้นเจาะตลาดระดับกลางและล่าง ส่วน iPhone อีกหนึ่งรุ่นซึ่งเป็นรุ่นไฮเอนด์อาจใช้ชื่อว่า iPhone Air ต่อยอดจาก iPhone 5s และจะเปิดตัวในช่วงเดือนกันยายนเหมือนหลายปีที่ผ่านมา
          ส่วนสเปคที่แท้จริงของ iPhone 6 หรือแม้กระทั่ง iPhone Air ยังไม่มีรายละเอียดที่นิ่งและชัดเจน แต่ที่ดูจะมีน้ำหนักมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องการขยายหน้าจอนั่นเองครับ
ที่มา pocketnow
สนับสนุนเนื้อหา: Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

Hitech Gallery

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

Facebook Page เปลี่ยนดีไซน์ใหม่ ปรับไทม์ไลน์ให้เหลือแถวเดียว

 ปรับไทม์ไลน์ให้เหลือแถวเดียว

          เพิ่งมีข่าว Facebook ปรับดีไซน์ News Feed ใหม่ ได้ไม่นาน ก็มีการออกมาประกาศว่าจะปรับดีไซน์ Facebook Page เช่นเดียวกัน สิ่งที่ปรับหลักๆ คือเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลโพสต์จาก 2 คอลัมน์ให้เหลือคอลัมน์เดียว (รูปแบบเดียวกับ Facebook Profile) และมีการเพิ่มแถบเครื่องมือให้ผู้ดูแลเพจสามารถเลือกกดเข้าไปจัดการเพจได้ ง่ายขึ้น
Facebook บอกว่าจะปรับหน้าเพจแบบใหม่ให้ได้ใช้กันในสัปดาห์นี้
ที่มา - Facebook for Business
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: 
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

ปัจจัยสำคัญของการซื้อสมาร์ทโฟน ไม่ได้อยู่ที่ซีพียู แต่อยู่ที่ราคา

ปัจจัยสำคัญของการ ไม่ได้อยู่ที่ซีพียู แต่อยู่ที่ราคา

          สำหรับท่านที่คิดว่า เรื่องขนาดหน้าจอ และซีพียู ถือปัจจัยสำคัญในการซื้อสมาร์ทโฟนมาใช้งานซักเครื่อง คงจะคิดพลาดไปเล็กน้อยครับ เมื่อผลการสำรวจจาก Qualcomm ได้เผยว่า จริงๆ แล้ว ปัจจัยในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนนั้น ไม่ได้อยู่ที่ซีพียู แต่อยู่ที่ราคา ครับ
          ซึ่งตัวเลขจากการสำรวจ เผยว่า กว่า 71% ของการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนนั้น อยู่ที่ราคาเป็นหลัก ถ้าหากแบ่งในเรื่องของเพศแล้ว พบว่า ผู้หญิง ดูเน้นที่เรื่องราคามากกว่าผู้ชายถึง 76% ครับ แต่ถ้าหากแบ่งตามช่วงอายุ พบว่า อายุ 18-35 ปี เน้นที่สมาร์ทโฟนราคาถูก มากกว่าราคาแพง ในขณะที่ขนาดหน้าจอ มีผลเพียงแค่ 50% เท่านั้น
สำหรับปัจจัยการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนจากผลการสำรวจ เป็นดังนี้ครับ
- ปัจจัยการเลือกซื้อสมาร์ทโฟน 3 อันดับแรก คือ ราคา/โปรโมชั่น, อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ และความเร็วของอินเทอร์เน็ต
- ปัจจัยที่มีผลน้อยที่สุดคือ พนักงานขาย และบทความจากเหล่าบล็อกเกอร์
- ผู้ชาย เลือกดูที่ซีพียู มากกว่าผู้หญิง
- ผู้หญิง เลือกยี่ห้อ มากกว่าผู้ชาย
- ผู้หญิง ตัดสินใจเลือกซื้อสมาร์ทโฟนจาก social media มากกว่าผู้ชาย
- 94% ของผู้ที่ทำแบบสอบถาม นิยมใช้ถ่ายรูป
- 70% ของผู้ที่ทำแบบสอบถาม เผยว่า สถานที่ที่ใช้สมาร์ทโฟนมากที่สุด คือที่บ้าน
- 56% ของผู้ใช้แท็บเล็ต ชอบอ่าน Digital Magazine
- 74% นิยมดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่เหมาะสำหรับเด็ก
- 25% ของพ่อแม่ นิยมซื้อสมาร์ทโฟนให้กับลูกที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี
แล้วเพื่อนๆ ตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนจากอะไร เข้ามาแชร์ความคิดเห็นกันได้ครับ
---------------------------------------
รายละเอียดเพิ่มเติม : mashable.com
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ: techmoblog

เรียนรู้เกี่ยวกับ…แฟลช

เรียนรู้เกี่ยวกับ…แฟลช

แฟลชเป็นหนึ่งรูปแบบการถ่ายภาพที่มีความซับซ้อน Marcus Hawkins จะแสดงวิธีการทำให้ทุกๆ สิ่งง่ายยิ่งขึ้น…
- กล้องของผมมีแฟลชในตัวที่จะยิงออกมาเวลาที่แสงน้อย มีอย่างอื่นที่ผมต้องทราบอีกไหม?
          แฟลชในกล้องของคุณสามารถเพิ่มความสวยงามให้กับภาพผลลัพธ์ได้ อย่างเช่นช่วยปรับเงาภาพให้สว่างขึ้นในการถ่ายภาพบุคคลในร่ม การเพิ่มประกายตา หรือการถ่ายภาพในความมืด อย่างไรก็ตาม ด้วยขนาดของแฟลชที่เล็ก มีกำลังต่ำ และตำแหน่งที่ตายตัวบนกะโหลกกล้อง ผลลัพธ์ที่ได้จึงค่อนข้างจำกัด และภาพที่ถ่ายจากแฟลชติดตัวกล้องนั้นก็มักจะกระด้างไร้ชีวิตชีวา
 - ทำไมถึงแย่อย่างนั้นล่ะ?
          โดยตัวของมันเองก็ไม่ได้แย่หรอก แต่เนื่องจากแฟลชมักจะอยู่ในตำแหน่งเดิม แสงจึงพุ่งออกมาจากทิศทางเดียว และนี่ก็ทำให้ทางเลือกของคุณถูกจำกัด อย่างเช่นเวลาที่คุณถือกล้องในแนวตั้ง แสงแฟลชก็จะออกมาทางซ้ายหรือทางขวาของเฟรมภาพเสมอ ซึ่งมักจะก่อให้เกิดเงาพาดผ่านเข้ามาในภาพได้
          นอกจากนั้นการที่แฟลชอยู่ใกล้กับเลนส์ยังเพิ่มโอกาสการเกิดอาการตาแดง (Red-eye) ซึ่งแสงจากแฟลชสะท้อนดวงตาของตัวแบบกลับเข้ามายังเลนส์ถ่ายภาพ โชคดีที่คุณไม่จำเป็นต้องลบภาพเหล่านี้ทิ้งไปเพราะคุณยังสามารถปรับแก้ภาพ ลักษณะนี้ได้ด้วยโปรแกรมตกแต่งภาพ
          แฟลชในตัวกล้องมักมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับขนาดของตัวแบบ และยิ่งคุณอยู่ห่างตัวแบบมากเท่าไหร่ แฟลชก็จะยิ่งมีขนาดเล็กลงเท่านั้น ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นแสงที่มีความกระด้างและมีทิศทางซึ่งส่งผลให้เกิดไฮไลต์ และชาโดว์ที่เข้มจัด นอกจากนั้นแฟลชป๊อปอัพยังมีกำลังต่ำทำให้แสงไม่สามารถครอบคลุมตัวแบบทั้งตัว ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ช่างภาพที่จริงจังต่างหาแฟลชภายนอกที่มีกำลังและความ ยืดหยุ่นสูงมาใช้งาน
 - อะไรคือข้อดีของแฟลชภายนอก?
          นอกจากกำลังที่เพิ่มขึ้นซึ่งทำให้แสงตกถึงตัวแบบในระยะไกลได้แล้ว ข้อดีของแฟลชประเภทนี้ก็คือความสามารถในการใช้งานแยกกับตัวกล้อง แน่นอนว่าคุณสามารถเสียบแฟลชเข้าที่ฮอตชูแฟลชแล้วใช้งานได้เลย แต่นั่นก็เป็นตำแหน่งที่จำกัดเช่นเดียวกับแฟลชป๊อปอัพในตัวกล้อง
          การย้ายตำแหน่งแฟลชให้ห่างออกมาจากตัวกล้องจะช่วยทำให้ภาพผลลัพธ์ดูเป็น ธรรมชาติและมีความสวยงามมากขึ้น ซึ่งคุณจะสามารถผสมผสานแสงแฟลชเข้ากับแสงธรรมชาติ รวมถึงการควบคุมตำแหน่งของเงาที่จะเกิดขึ้นได้อีกด้วย วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการใช้สายเคเบิลเชื่อมต่อระหว่างแฟลชและกล้องถ่ายภาพ แต่สายเคเบิลเหล่านี้มักจะสั้นและทำให้มีข้อจำกัดในการใช้งานในหลายๆ สถานการณ์
กล้อง SLR และแฟลชรุ่นใหม่ๆ จะสามารถเชื่อมต่อสัญญาณแบบไร้สายได้ ทำให้คุณมีอิสระในการจัดวางตำแหน่งของแฟลชอย่างที่คุณต้องการได้ ในการใช้งานระบบนี้ คุณสามารถใช้แฟลชครั้งละหลายๆ ตัวและยิงแฟลชทั้งหมดพร้อมกันได้ ส่งผลให้คุณสามารถเปิดแสงในพื้นที่ขนาดใหญ่และสร้างภาพที่เปี่ยมไปด้วยความ สร้างสรรค์ได้
 - แฟลชเฉพาะกิจใช้งานยากไหม?
          ถ้าย้อนกลับไปในวันที่เราต้องมานั่งคำนวณค่ากล้องและค่าแฟลชเพื่อให้ได้ ค่าการเปิดรับแสงที่เหมาะสมแล้วละก็ แฟลชในปัจจุบันใช้งานไม่ยากเลย เพราะกล้องจะทำการคำนวณปริมาณแสงโดยใช้ระบบ TTL (Through The Lens) ซึ่งในโหมดแฟลชแบบ TTL นั้น กล้องจะทำการวัดปริมาณแสงที่สะท้อนจากตัวแบบกลับเข้ามาในเลนส์ จากนั้นกล้องจะทำการตัดแสงแฟลชเมื่อตัวแบบได้รับแสงในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว
          อย่างไรก็ตาม มันก็เหมือนกับการถ่ายภาพโดยไม่ใช้แฟลช เพราะกล้องจะไม่มีทางหาค่าการเปิดรับแสงที่แม่นยำให้คุณได้ เครื่องวัดแสงจะพยายามหาค่าโทนกลาง ดังนั้นตัวแบบที่มีพื้นที่สีขาวหรือสว่างขนาดใหญ่จึงมักทำให้ภาพผลลัพธ์เข้ม กว่าที่ควรจะเป็น นั่นก็เพราะกล้องจะตัดแสงแฟลชเร็วกว่าที่ควรเนื่องจากกล้องคิดว่าตัวแบบโทน สว่างนั้นเป็นตัวแบบโทนกลางที่อาจจะได้รับแสงโอเวอร์ ส่วนตัวแบบโทนสีเข้มก็จะมีเอฟเฟ็คท์ตรงกันข้าม เพราะแฟลชจะเพิ่มปริมาณแสงเข้าไปเพื่อทำให้ตัวแบบสีเข้มมีโทนที่สว่างมาก ยิ่งขึ้น
          “กล้อง SLR และแฟลชรุ่นใหม่ๆ มีระบบเชื่อมต่อสัญญาณไร้สายที่ให้อิสรภาพในการทำงานแก่คุณ”
 อธิบาย ข้อดีของแฟลชเฉพาะกิจ
เปิดแสงให้ตัวแบบของคุณในขณะที่ควบคุมทุกอย่างได้อย่างเบ็ดเสร็จ
          แฟลชเฉพาะกิจมีความสามารถในการควบคุมและมีกำลังสูงกว่าแฟลชป๊อปอัพในตัว กล้อง อุปกรณ์ชิ้นนี้มีขนาดใหญ่กว่าแฟลชป๊อปอัพมาก คุณสามารถควบคุมแสงจากทิศทางที่คุณต้องการได้ ถ้าหากคุณอยากจะอัพเกรดแฟลชของคุณ เลือกหัวแฟลชเฉพาะกิจเป็นรายการแรกของคุณเลย
          แฟลชเฉพาะกิจถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับระบบกล้องที่กำหนดและมีความ สามารถในการควบคุมระบบอัตโนมัติต่างๆ จำนวนมาก แต่นั่นไม่ได้หมายถึงแฟลชที่ผลิตโดยผู้ผลิตกล้องเท่านั้น เพราะยังมีแฟลชเฉพาะกิจจากบริษัทอื่นๆ ที่มีราคาถูกกว่าให้คุณเลือกด้วยเช่นกัน
DCM143.shoot_basics.off_camera03
แยกนอกตัวกล้อง
อุปกรณ์ที่สำคัญ
          สายแยกแฟลช (Off-camera) จะช่วยให้คุณรักษาการเชื่อมต่อระหว่างแฟลชและกล้องถ่ายภาพ แต่คุณจะมีอิสระในการวางตำแหน่งของ แฟลช เพื่อที่จะปรับแสงแฟลชให้นุ่มนวลมากขึ้น ให้ใช้อุปกรณ์กรองแสงสวมทับที่ แฟลช อุปกรณ์ตัวนี้มีหลายสไตล์และขนาดให้คุณเลือกในท้องตลาด
DCM143.shoot_basics.position01
บนตัวกล้อง
หัวแฟลชที่ยืดหยุ่น
          ส่วนหัวของแฟลชสามารถหมุนในตำแหน่งแนวตั้งและแนวนอนได้หลายทิศทาง ความสามารถในการเคลื่อนไหวนี้มีประโยชน์เวลาที่คุณถ่ายภาพในอาคาร มันทำให้คุณสามารถยิงแสงแฟลชสะท้อนเพดานหรือกำแพงเพื่อปรับแสงให้มีลักษณะ ที่กว้างและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น
 อธิบาย        
การตั้งค่ากล้อง
วิธีการปรับค่ากำลังแฟลชด้วยสามวิธีง่ายๆ และรวดเร็ว…
DCM143.shoot_basics.expose01
ค่าการเปิดรับแสงแฟลช
          วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้ภาพถ่ายแสงแฟลชของคุณมืดหรือสว่างขึ้นนั้นก็ คือการชดเชยค่าการเปิดรับแสงแฟลช ให้คุณกดปุ่มที่มีสัญลักษณ์แฟลช +/- แล้วหมุนแป้นควบคุมเพื่อปรับค่าให้ภาพสว่างขึ้น (+) หรือมืดลง (-)
DCM143.shoot_basics.expose02
เปลี่ยนช่องรับแสง
          เลือกช่องรับแสงขนาดที่ใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มระยะทางของแสงแฟลชให้ไกลมาก ขึ้น แฟลชรุ่นสูงๆ จะมีจอด้านหลังซึ่งคุณสามารถดูข้อมูลและกำหนดระยะของแสงแฟลชได้ ค่าแฟลชจะเพิ่มขึ้นและลดลงตามที่คุณปรับเปลี่ยนค่าช่องรับแสง
DCM143.shoot_basics.expose03
เปลี่ยน ISO
          การเพิ่มค่าช่องรับแสงจะช่วยเพิ่มระยะของแสงแฟลช วิธีนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อแสงแฟลชเท่านั้น แต่จะส่งผลต่อค่าการเปิดรับแสงโดยรวมด้วย ดังนั้นให้คุณตรวจดูค่าความไวชัตเตอร์ไม่สูงเกินกว่าค่าความไวสัมพันธ์แฟลช ซึ่งจอข้อมูลอาจมีการกระพริบเตือน
 - ผมจะปรับเปลี่ยนค่าการเปิดรับแสงแฟลชได้อย่างไร?
          มีอยู่หลายวิธีด้วยกันที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพและปริมาณของแสงแฟลช ได้ แต่ปัจจัยที่มีผลต่อค่าการเปิดรับแสงแฟลชในภาพมากที่สุดก็คือช่องรับแสง ยิ่งช่องรับแสงมีขนาดใหญ่เท่าใด ภาพๆ นั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้แสงมากนักสำหรับค่าการเปิดรับแสงแฟลช ดังนั้นคุณจึงสามารถเปิดแสงให้ตัวแบบที่อยู่ไกลออกไปได้ด้วยแสงแฟลช ส่วนช่องรับแสงขนาดเล็กทำให้คุณต้องใช้แสงจำนวนมากในการสร้างค่าการเปิดรับ แสง ดังนั้นแฟลชจึงจำเป็นต้องอยู่ใกล้กับตัวแบบมากขึ้น
          นอกจากนั้นการเพิ่มค่า ISO ยังสามารถใช้ในการเพิ่มระยะการทำงานของแสงแฟลชได้ ค่า ISO สูงจะทำให้เซ็นเซอร์มีความไวต่อแสงมากขึ้น แต่การปรับเปลี่ยนค่าทั้งสองนี้ก็ไม่ได้ส่งผลต่อค่าการเปิดรับแสงที่กำหนด ด้วยเครื่องวัดแสง TTL โดยตรง การที่ปรับค่าการเปิดรับแสงที่ถูกคำนวณออกมานั้น คุณสามารถใช้คำสั่งชดเชยค่าการเปิดรับแสงแฟลช (Flash compensation) ในกล้องเพื่อสั่งให้ภาพต่อไปนั้นมืดหรือสว่างขึ้นได้ การปรับชดเชยแสงในทางบวกจะทำให้ค่าการเปิดรับแสงแฟลชสว่างขึ้น ขณะที่การปรับในทางลบก็จะทำให้ภาพมืดลง
 - กล้องของผมมีโหมด “Sync” หลายโหมด ผมควรใช้โหมดไหน?
          ค่าแฟลชแบบ “First Curtain Sync” นั้นเหมาะกับการถ่ายภาพทั่วไป อย่างไรก็ตาม มีบางโอกาสที่แบบ “ม่านชัตเตอร์ชุดสอง” หรือ “Rear Curtain Sync” จะเหมาะกว่า อย่างในกรณีที่คุณแพนกล้องเพื่อถ่ายภาพตัวแบบที่เคลื่อนที่
          ในโหมดม่านชัตเตอร์ชุดแรกนั้น แฟลชจะยิงออกไปเวลาที่คุณกดปุ่มลั่นชัตเตอร์ ทำให้คุณสามารถกะจังหวะในการถ่ายภาพได้ ส่วนในโหมดม่านชัตเตอร์ชุดสองนั้น แฟลชจะถูกยิงออกไปในช่วงท้ายของค่าการเปิดรับแสง แม้ว่าคุณจะกะจังหวะการถ่ายภาพยากขึ้น แต่ “เส้น” ความเบลอที่เกิดขึ้นการจากเคลื่อนไหวจะปรากฏอยู่ด้านหลังของตัวแบบ กล้องของคุณอาจจะมีโหมด High Speed Sync และ Slow Speed Sync ซึ่งเราได้อธิบายไว้ในกรอบทางด้านขวานี้แล้ว
คำแนะนำในการถ่ายภาพ ปัญหาการใช้แฟลช
ปัญหาที่พบบ่อยเวลาที่คุณถ่ายภาพด้วยแฟลช
 DCM143.shoot_basics.prob_reflect
วัตถุสะท้อนแสง? เพิ่มกำลังไฟ
          ระบบวัดแสงแฟลชอาจสับสนเมื่อเจอวัตถุที่สะท้อนแสง แสงที่สะท้อนกลับเข้ามาที่เลนส์จะส่งผลให้กล้องตัดแสงแฟลชก่อนเวลาที่เหมาะ สม ในการแก้ปัญหานี้ ให้ปรับชดเชยค่าการเปิดรับแสงแฟลชไปในทางบวก หรือเล็งเลนส์ไปที่ฉากหลังแล้วใช้คำสั่ง Flash Exposure Lock เพื่อค่าการเปิดรับแสงที่แม่นยำ

DCM143.shoot_basics.prob_wide
ขอบภาพดำ? เลนส์กว้างเกินไป
          แฟลชจะให้แสงสว่างครอบคลุมช่วงความยาวโฟกัสที่จำกัด (อย่างเช่น 24 มม. ถึง 105 มม.) ส่วนแฟลชรุ่นใหม่ๆ จะมีระบบซูมให้เข้ากับทางยาวโฟกัสของเลนส์ที่ใช้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเป็นเลนส์มุมกว้าง คุณอาจต้องใช้แฟลชร่วมกับแผ่นกระจายแสงมุมกว้างที่ซ้อนอยู่บริเวณหัวแฟลชได้
DCM143.shoot_basics.prob_back
ฉากหลังมืด? ปรับให้ช้าลง
          ถ้าฉากหลังในภาพที่ใช้แฟลชนั้นมืดมากๆ ให้คุณตั้งกล้องไว้ที่โหมด Slow Sync Flash วิธีนี้จะตั้งค่าความไวชัตเตอร์ให้ช้าลงเพื่อบันทึกรายละเอียดฉากหลังได้มาก ขึ้น แต่ถ้าความไวชัตเตอร์ที่ใช้นั้นต่ำเกินกว่าที่จะได้ภาพที่คมชัดแล้วล่ะก็ ให้เพิ่มค่า ISO จนกระทั่งคุณได้ค่าความไวชัตเตอร์ที่สูงพอที่จะถือกล้องถ่ายได้
วิธีการ ตั้งค่า Sync
ใช้ค่าความไวชัตเตอร์ที่สูงที่สุดเวลาเชื่อมต่อแฟลช
          ค่าความไวชัตเตอร์จะมีอิทธิพลต่อปริมาณแสงธรรมชาติที่จะถูกบันทึกลงในภาพ และมีบทบาทที่สำคัญของความสัมพันธ์แฟลชหรือ “X-sync” นี่คือค่าความไวชัตเตอร์ที่สูงที่สุดที่คุณสามารถเลือกใช้ได้เวลาที่คุณใช้ งานร่วมกับแฟลช โดยปกติแล้วจะอยู่ที่ราวๆ 1/200 วินาที
DCM143.shoot_basics.sync_highspeed_yes
High Speed Sync
          ค่าความสัมพันธ์แฟลชที่มีค่าจำกัดนั้นอาจมีปัญหาในการถ่ายภาพภายใต้สภาพ แสงที่สว่างจ้า ทางออกก็คือ การใช้โหมด High Speed Sync ในแฟลชของคุณ หรือไม่เช่นนั้นคุณสามารถใช้ช่องรับแสงที่เล็กลง และ/หรือเลือกใช้ค่า ISO ที่ต่ำลงเพื่อลดค่าความไวชัตเตอร์สำหรับค่าการเปิดรับแสงธรรมชาติให้อยู่ใน ระดับเดียวกับค่าความสัมพันธ์แฟลช
DCM143.shoot_basics.sync_slow
Slow Sync
          เปลี่ยนมาใช้โหมด Slow Sync เวลาถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย กล้องจะทำการเลือกค่าการเปิดรับแสงที่นานกว่าค่าการใช้แฟลชปกติ การเคลื่อนไหวของกล้องหรือตัวแบบที่เกิดขึ้นจะถูกบันทึกไว้ ดังนั้นถ้าคุณไม่ต้องการความเบลอที่มากเกินไป (อย่างในภาพด้านบน) ให้คุณตั้งกล้องบนขาตั้งกล้องหรือเพิ่มค่า ISO
สนับสนุนเนื้อหา: www.digitalcamera-thailand.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com