วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

iPhone 6 (ไอโฟน 6) จะมี “ดี” ให้รอต่อไปมั้ย ???

iPhone 6 (ไอโฟน 6) จะมี ดี ให้รอต่อไปมั้ย ???

          การเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนในยุคนี้แบรนด์ที่ผู้บริโภคจะนึกถึงเป็นลำดับต้นๆ เห็นจะหนีไม่พ้น Samsungและ iPhone ซึ่งเพื่อนๆคงพอทราบดีว่า Samsung ได้ครองความเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออันดับ 1 ของโลกในขณะนี้ แต่อิทธิพลของ iPhone จากบริษัท Apple กลับทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากยอมจ่ายเงิน 2 หมื่นบาทขึ้นไป แลกกับอุปกรณ์พกพาระดับพรีเมี่ยมมาไว้ในครอบครอง และในอีกไม่เดือนข้างหน้าไอโฟนรุ่นใหม่ หรือในชื่อที่คนส่วนใหญ่เรียกกันติดปากไปแล้วว่า iPhone 6″ (ไอโฟน 6) ก็เตรียมถูกส่งลงตลาดโลกอีกครั้ง
          ความเคลื่อนไหวของแวดวงโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนตั้งแต่ต้นปี 2014 ทาง Samsung ส่งทีเด็ดอย่าง Galaxy S5ออกมาเรียกเรตติ้งและกระตุ้นต่อมความอยากให้กับผู้บริโภค ด้วยจุดขายที่เน้นไปที่การใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ช่วยให้รอบด้านของการใช้ชีวิตเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย และ Galaxy S5 ยังถูกเปรียบได้กับอวัยวะที่ 33 ที่ผู้บริโภคจะขาดเสียไม่ได้ และเสมือนเป็นการข่มขวัญ Apple ไปในตัว
          ด้วยข่าวลือของ iPhone 6 ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีรายงานใดที่มีความชัดเจน นอกเสียจากการประโคมข่าวของสื่อในต่างประเทศและนักวิเคราะห์หลายรายที่มองไป ในทิศทางเดียวกันในเรื่องหน้าจอที่จะขยายใหญ่ขึ้นเป็น 4.7 - 5.5 นิ้ว และจะเปิดตัว 2 รุ่น เช่นเดียวกับปีที่แล้ว ที่ Apple เปิดตัว iPhone 5c กับ iPhone 5s
หากเรื่องขยายหน้าจอของ iPhone 6 เป็นเรื่องจริงก็นับเป็นผลดีของผู้บริโภค แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นเรื่องที่ขัดใจผู้บริโภคบางรายที่ขนาดจอ 4 นิ้ว สะดวกสบายต่อการใช้งานด้วยมือเดียว ซึ่งหากหน้าจอที่ใหญ่กว่านี้จะส่งผลกระทบต่อลักษณะการใช้งานเดิมๆได้
          ขณะเดียวกันความเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมของ Apple กำลังถูกมองว่าอยู่ในสถานะผู้ตามมากกว่า เนื่องจากการเจริญรอยตามพฤติกรรมของผู้ใช้มากกว่าที่จะเป็นการชี้นำ เห็นได้ชัดเจนกับกระแสข่าวการขยายหน้าจอ นอกจากนี้เรื่องซอฟต์แวร์ที่ใช้ อย่าง iOS 7.xx ในเวลานี้ถูกตั้งคำถามเช่นกันว่ามันสมบูรณ์เพียงพอแล้วหรือยัง ซึ่งหลาย ครั้งหลายคราที่ผู้ใช้งานจำนวนมากบ่นอุบกับปัญหาที่เกิดขึ้น อาทิ เครื่องค้าง, แอพเด้ง หรือเครื่องรีสตาร์ทเอง เป็นต้น จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า Apple รีบร้อนเกินไปหรือไม่ต่อการเปิดตัว iOS 7 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งๆที่มันอาจจะไม่พร้อม
          อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นจะถูกสะสางอย่างเต็มเหนี่ยวหลังการมาของ iOS 7.1 ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ไปถึงการเปิดตัว iPhone 6 ในอนาคตอันใกล้นี้ ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังกับการแก้ปัญหาซอฟต์แวร์แล้ว ยังมองไปถึงนวัตกรรมใหม่ด้านฮาร์ดแวร์ที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองของผู้ใช้งาน โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นๆ ให้หันมาเลือก iPhone แต่นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อยสำหรับ Apple เพราะการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดสมาร์ทโฟน ทำให้ค่ายอื่นๆ นอกจาก Samsung แล้ว ยังมี LG, Sony หรือแม้กระทั่ง Nokia ต่างคิดค้นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อสร้างความแตกต่างและความน่าใช้ ตลอดจนการปรับราคาให้ถูกกว่า iPhone เพื่อชักจูงผู้บริโภคไม่ให้ยึดติดกับ Samsung หรือ Apple เท่านั้น
          ทั้งนี้รายละเอียด iPhone 6 ยังเป็นปริศนาดำมืดที่ต้องรอการเปิดเผยจาก Apple ต่อไป ซึ่งคอนเซปต์ที่เพื่อนๆเคยเห็น ทั้งไอโฟนจอโค้งไอโฟนไร้ขอบ หรือจะในแบบใดก็ตาม เราก็ได้แต่ติดตามและรอคอยว่าสุดท้ายแล้ว iPhone 6 จะเปิดตัวพร้อมเรียกเสียงกรี๊ดดดด ! จนเกิดความรู้สึกอยากได้ทำเอามือไม้สั่นรัวเลยไหม หรือ Appe จะทำสิ่งที่ฉุดอารมณ์หรือไม่มีใครคาดคิดจนทำให้เราๆ รู้สึกว่า iPhone ไม่ใช่ตัวเลือกแรกอีกต่อไป !!!
สนับสนุนเนื้อหา: Arip

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

รีวิว Nokia XL หน้าจอขนาดใหญ่ 5 นิ้ว กล้องดิจิตอล 5 ล้านพิกเซล

รีวิว Nokia XL หน้าจอขนาดใหญ่ 5 นิ้ว กล้องดิจิตอล 5 ล้านพิกเซลใช้งานแอพหรือเล่นเกม Android แบบเต็มตา (ชมคลิป)

          มาต่อกันที่สมาร์ทโฟนอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความสนใจจากการเปิดตัวอย่าง เป็นทางการจาก Nokia ในครั้งนี้ นั่นก็คือ Nokia XL สมาร์ทโฟนอีกหนึ่งรุ่นที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 5นิ้ว ใน ราคาที่เบาๆสบายกระเป๋า แถมยังสามารถลงแอพพลิเคชั่นในเวอร์ชั่นระบบปฎิบัติการ Android ได้อีกด้วย ลองมาดูกันเลยดีกว่าว่า Nokia XL ที่ว่านี้จะมีอะไรน่าสนใจกันบ้าง กับการพรีวิวและคลิปวีดีโอ Hands On จากทางทีมงาน Flashfly
          Nokia XL มากับหน้าจอขนาด 5 นิ้ว กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล เพื่อใช้ทำวิดีโอคอลล์ เช่น Skype และกล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล พร้อมโฟกัสอัตโนมัติและแฟลช โดย Nokia XL จะมีสีเขียวสด ส้ม ฟ้า เหลือง ดำ และสีขาวให้เลือก สมาร์ทโฟนตระกูล Nokia X ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลแบบ dual core Qualcomm Snapdragon พร้อมรองรับการใช้งานสองซิม สามารถสลับซิมได้ง่ายเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากอัตราค่าใช้บริการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ที่แตกต่างกัน
Nokia XL คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 2 ในราคาประมาณ 109 ยูโร หรือประมาณ 4,900 บาท
Nokia-XL-Flashfly-01
ตัวเครื่องหน้าจอขนาดใหญ่ 5 นิ้วมีกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ด้านล่างมีปุ่ม Back ปุ่มเดียวเป็นระบบสัมผัส
Nokia-XL-Flashfly-02
ด้านหลังมาพร้อมกล้องดิจิตอลความละเอียด 5 ล้านพิกเซลแบบออโต้โฟกัส และแฟลช LED ด้านล่างเป็นลำโพง
Nokia-XL-Flashfly-04
หน้าจอ 5 นิ้วใหญ่เต็มตา ความละเอียดแบบ WVGA (800 x 480 px)
Nokia-XL-Flashfly-05
หน้า จอการใช้งาน Nokia Store มีแอพ Android รองรับเพียบ และยัง Store อีกกว่า 12 ร้านที่รองรับ Nokia XL หรือจะติดตั้งไฟล์ APK เองก็ทำได้
Nokia-XL-Flashfly-06
ตัวเครื่อง Nokia XL บาง 10.8 มม. เปลี่ยนฝาหลังได้ น้ำหนักตัวเครื่อง 190 กรัม
Nokia-XL-Flashfly-10
ปุ่ม Back ระบบสัมผัส ใช้งานง่ายไม่ต้องคิดมากว่าต้องกดปุ่มไหน
Nokia-XL-Flashfly-11
การใช้งานกล้อง Nokia Camera บน Nokia XL ได้สัดส่วนภาพแบบ 4:3
700-nokia_xl_back_orange
700-nokia_xl_front_green_homescreen
700-nokia_xl_front_orange_skype
Nokia-XL-Spec
หมายเหตุ
1. อาจมีค่าใช้ข้อมูลอินเตอร์เน็ต
2. สีที่วางจำหน่ายจะต่างกันไปในแต่ละประเทศ
3. ราคาโดยประมาณ ยังไม่รวมภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นๆ
สนับสนุนเนื้อหา: www.flashfly.net
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

เพิ่มพลังให้ภาพถ่ายทิวทัศน์ของคุณ

ใช้ความไวชัตเตอร์ที่ต่ำสุดๆ
          อีกหนึ่งวิธีที่จะสามารถแปลงโฉมภาพทิวทัศน์ของคุณก็คือการใช้ค่าความไว ชัตเตอร์ที่ยาวนานเพื่อปรับสิ่งที่เคลื่อนไหวเช่นก้อนเมฆ น้ำ หรือพุ่มไม้ให้กลายเป็นความเบลอ และเพื่อที่จะปรับภาพทะเลให้กลายเป็นความเบลอได้นั้น คุณจำเป็นต้องใช้ความไวชัตเตอร์อย่างน้อย 10 วินาที ขณะที่การสร้างความเบลอให้ก้อนเมฆนั้นต้องใช้ 30 วินาทีหรือนานกว่านั้น สิ่งท้าทายหลักของการใช้ความไวชัตเตอร์ที่ยาวนานนี้ก็คือการหลีกเลี่ยงค่า การเปิดรับแสงที่โอเวอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแสงจ้า
ความไวชัตเตอร์ที่ต่ำสุดๆ
          แม้ว่าคุณจะเลือกใช้ค่า ISO ที่ต่ำที่สุดและช่องรับแสงที่เล็กที่สุดแล้วก็ตาม คุณจะพบว่าค่าความไวชัตเตอร์ที่คุณสามารถใช้ได้ในช่วงกลางวันนั้นยังไม่นาน พอที่จะสร้างสรรค์ความเบลอได้ เพื่อที่จะใช้ค่าความไวชัตเตอร์เป็นเวลา 15 วินาทีหรือนานกว่านั้น คุณจำเป็นต้องใช้ฟิลเตอร์ Neutral Density ที่มีความเข้มเพื่อลดปริมาณแสงที่จะตกลงสู่เซ็นเซอร์
อีกทางเลือกหนึ่งก็คือการถ่ายภาพในช่วงที่แสงมีน้อยอย่างเช่นในช่วงก่อน ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือช่วงหลังดวงอาทิตย์ตก เพราะในช่วงเวลานี้เองคุณจะสามารถใช้ค่าความไวชัตเตอร์ที่ต่ำมากๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ฟิลเตอร์ ND
STEP BY STEP
การตั้งค่ากล้องเพื่อค่าเปิดรับแสงที่ยาวนาน
วิธีการใช้ฟิลเตอร์ Neutral Density เพื่อค่าการเปิดรับแสงที่ต่ำสุดๆ
DCM143.feature.s4_07_step1
1 จัดองค์ประกอบภาพ
          คุณจะแทบไม่สามารถมองผ่านช่องมองภาพที่ติดตั้งฟิลเตอร์ ND ได้เลย ดังนั้นคุณจึงต้องจัดองค์ประกอบภาพและโฟกัสภาพให้เสร็จเรียบร้อยเป็นอันดับ แรก ให้คุณตั้งกล้องบนขาตั้งกล้อง จัดองค์ประกอบภาพ ปรับโฟกัสแบบแมนวล แล้วตั้งค่าการเปิดรับแสงกล้องด้วยระบบแมนวล
DCM143.feature.s4_07_step2
2 สวมฟิลเตอร์
          ตอนนี้คุณก็สามารถสวมฟิลเตอร์เข้ากับเลนส์ของคุณ หรือจะปรับค่าความเข้มให้สูงที่สุดหากคุณใช้ฟิลเตอร์ ND แบบปรับค่าความเข้มได้ พยายามอย่าเคลื่อนหรือทำให้กล้องขยับ เพราะคุณจะจัดองค์ประกอบภาพอีกครั้งได้ยากเมื่อสวมฟิลเตอร์แล้ว
NIK04.zone_5.step6
3 ปรับค่าการเปิดรับแสง
          ระบบวัดแสงจะไม่มีความแม่นยำเวลาที่คุณใช้ฟิลเตอร์ ND ที่มีค่าเข้มๆ ดังนั้นให้คุณทำการทดลองหาค่าการเปิดรับแสงที่แม่นยำเอง ให้ตั้งค่า ISO ให้ต่ำอย่างเช่น 100 หรือ 200 จากนั้นให้ตั้งค่าการเปิดรับแสงในโหมดแมนวลเป็น f/16 และลองใช้ค่าความไวชัตเตอร์เริ่มต้นที่ 15 วินาทีสำหรับ ND 10 สต็อป
ใช้ความไวชัตเตอร์ต่ำสำหรับภาพน้ำตกที่ตระการตา
          สายน้ำที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วอย่างเช่นน้ำตกหรือลำธารนั้นเหมาะสำหรับ การเพิ่มความน่าสนใจในภาพทิวทัศน์ของคุณ แต่คุณจำเป็นต้องเลือกค่าความไวชัตเตอร์ที่เหมาะสมเพื่อที่จะบันทึกความ เคลื่อนไหวอย่างที่คุณต้องการ การเลือกค่าความไวชัตเตอร์ที่ “ปลอดภัย” ประมาณ 1/60 วินาทีถึง 1/125 วินาทีจะบันทึกรายละเอียดของน้ำได้ แต่นี่ไม่ได้เป็นเพียงวิธีเดียวเท่านั้น
DCM143.feature.s4_06_example
หยุดความเคลื่อนไหว
          เพื่อหยุดความเคลื่อนไหวของน้ำ ให้เลือกค่าความไวชัตเตอร์ 1/1000 วินาทีหรือที่สูงกว่านี้ คุณจำเป็นต้องถ่ายภาพในสภาพแสงที่สว่างเพื่อที่คุณจะสามารถใช้ความไว ชัตเตอร์ที่สูงเช่นนี้ได้ ใช้ค่าช่องรับแสงที่กว้างขึ้นจากค่าปกติที่คุณใช้ในการถ่ายภาพทิวทัศน์อย่าง เช่น f/4 เป็นต้น ส่วนในสภาพแสงที่ค่อนข้างน้อย ให้ตั้งค่า ISO เป็น 400 หรือสูงกว่านี้และใช้ช่องรับแสงที่กว้างขึ้นเพื่อที่คุณจะสามารถถ่ายภาพด้วย ค่าความไวชัตเตอร์สูงได้
          อีกทางเลือกหนึ่งก็คือการใช้ค่าความไวชัตเตอร์ต่ำเพื่อปรับภาพสายน้ำให้ กลายเป็นความเบลอ การจะทำเช่นนี้ได้นั้น คุณจำเป็นต้องตั้งค่าความไวชัตเตอร์ไว้ที่ 1/4 วินาทีหรือนานกว่านี้ ภายใต้สภาพแสงที่จ้า คุณอาจไม่สามารถใช้ค่าความไวชัตเตอร์ต่ำเช่นนี้ได้แม้ว่าจะตั้งค่า ISO ที่ต่ำและค่าช่องรับแสงที่ต่ำที่สุดแล้วก็ตาม ในสภาพเช่นนี้ให้คุณสวมฟิลเตอร์ Neutral Density หรือฟิลเตอร์โพลาไรซ์เข้ากับเลนส์เพื่อลดปริมาณแสงที่จะตกลงสู่เซ็นเซอร์ ใช้ขาตั้งกล้องเพื่อหลีกเลี่ยงอาการกล้องสั่น เพราะการใช้ระบบลดการสั่นไหวจะไม่เหมาะกับการถ่ายภาพลักษณะนี้
“สวมฟิลเตอร์ Neutral Density หรือฟิลเตอร์โพลาไรซ์เข้ากับเลนส์ของคุณเพื่อลดปริมาณแสงที่จะตกลงสู่เซ็นเซอร์”
สนับสนุนเนื้อหา: www.digitalcamera-thailand.com

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557

สงครามกล้องมือถือจะไม่ได้วัดที่จำนวลพิกเซลอีกต่อไป เมื่อเจอฟีเจอร์โมดูลกล้องมือถือเหล่านี้

สงครามกล้องมือถือจะไม่ได้วัดที่จำนวลพิกเซลอีกต่อไป เมื่อเจอฟีเจอร์โมดูลกล้องมือถือเหล่านี้

          ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาสงครามภาพถ่ายบนสมาร์ทโฟนหรือมือ ถือนั้นมักจะวัดกันที่ “ใครมีจำนวนพิกเซลมากกว่าคนนั้นชนะ” ยกตัวอย่างเช่น Samsung Galaxy S5 ที่มีกล้องถึง 16 ล้านพิกเซล , Sony new Xperia Z2 ที่มีกล้อง 20.7 ล้านพิกเซล และ Nokia Lumia 1020 ที่เลือกใช้กล้อง 41 ล้านพิกเซล

Google Project Tango 

          แต่อย่างไรก็ดีเริ่มมีเค้าลางของการเปลี่ยนแปลงบางอย่างแล้วอย่าง Google Project Tango ที่มาพร้อมกล้องที่เรียกว่า depth camera ที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภาพถ่ายได้ด้วยเลนส์ภายในจำนวน 2 ตัวที่มีความยาวของโฟกัสแตกต่างกัน ที่สามารถลดข้อจำกัดและข้อบกพร้องบางอย่างของกล้องบนสมาร์ทโฟนได้ด้วย
          Google Project Tango ติดตั้ง Sensor ในรูปแบบเดียวกับ Kinect ที่สามารถสแกนความตื้น-ลึกในรูปแบบ Infrared และยังติดตั้งหน่วยประมวลผล Myriad 1 vision จาก Movidius ที่สามารถประมวลผลความตื้น-ลึกได้แบบทันท่วงที ซึ่งมีจุดประสงค์ในการออกแบบที่จะพัฒนาสมาร์ทโฟนที่สามารถสร้างแผนที่ภายใน อาคาร และจะต่อยอดเพื่อนำไปขายให้กับองค์กรธุรกิจที่สนใจในเทคโนโลยีนี้

Pelican Imaging

          นอกจากนี้ก็จะมีบริษัทอย่าง Pelican Imaging ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Qualcomm มาพร้อมด้วยเลนส์จำนวน 16 ชุดในรูปแบบของตาราง 4×4 ทำหน้าที่แยกจากกันอิสระ โดยในการบันทึกภาพจะบันทุกภาพที่มีสีแดง เขียว และฟ้าแยกจากกัน แต่นำมารวมเป็นภาพเดียวกันที่ความละเอียดภาพ 8 ล้านพิกเซล ซึ่งเจ้าเทคโนโลยีนี้จะช่วยลด Noise โดยใช้ CMOS แบบปกติ
          และยังสามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อย และมีระบบป้องกันการถ่ายภาพสั่นไหวแบบ 3 มิติ ที่จะช่วยให้ถ่ายวิดีโอได้นุ่มนวลขึ้น และช่วยลดอาการภาพเบลอในการถ่ายภาพขณะเคลื่อนไหว ซึ่งเจ้าเลนส์จาก Pelican Imaging นั้น คาดว่าจะลงตลาดอย่างไวสุดภายในปี 2015 และจะถูกติดตั้งไว้ในแบรนด์สมาร์ทโฟนรายใหญ่ๆอีกด้วย

Corephotonics

          อีกแบรนด์จากประเทศอิสราเอลอย่าง Corephotonics ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Qualcomm เช่นกัน มาพร้อมเลนส์ความละเอียดสูง 2 ชิ้น ที่มีความยาวโฟกัสแตกต่างกัน ซึ่งตัวต้นแบบนั้นจะมาพร้อมความละเอียด 13 ล้านพิกเซล โดยชิ้นเลน์ตัวแรกจะเป็นเลนส์มุมกว้าง และอีกตัวจะเป็นเลนส์แบบ 3x เทเล ที่สามารถซูมภาพได้ดียิ่งขึ้นและภาพไม่แตกในขณะที่ซูมภาพหรือวิดีโอ พร้อมยังช่วยลด noise และถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น รวมไปถึงยังเพิ่มมิติความชัดลึกให้กับภาพถ่ายที่ทางแหล่งข่าวบอกว่าดีกว่า กล้องตัวอื่นๆแน่นอน ที่สำคัญยังมาพร้อมขนาดโมดูลกล้องที่เล็กและสามารถติดตั้งไว้บนตัวเครื่อง สมาร์ทโฟนได้ และยังกินไฟใกล้เคียงกับโมดูลกล้องที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
          ซึ่งจากผลิตภัณฑ์ด้านกล้องและการถ่ายภาพแบบใหม่ทั้งสามตัวก็แสดงให้เห็น ได้ชัดว่าในอนาคตนั้นจำพวกพิกเซลที่มีมากก็ยังสำคัญอยู่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือชิ้นเลนส์ ภาพที่ออกมา และฟีเจอร์ต่างๆที่มีในโมดูลกล้องนั้นๆ ที่เชื่อได้เลยในอนาคตผู้ใช้น่าจะเริ่มให้ความสำคัญมากกว่าจำนวกพิกเซลเยอะๆ อย่างแน่นอน
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

หั่นราคา Galaxy S 4 ลงเรียบร้อยแล้ว

หั่นราคา Galaxy S 4 ลงเรียบร้อยแล้ว

          หั่นราคาลงเรียบร้อยแล้ว สำหรับ  ที่ลดราคาจากเดิม 19,800 บาท เหลือ 17,500 บาทเท่านั้น มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปครับ เรียกได้ว่าเริ่มลดกระจายรอ Samsung Galaxy S5 กันเลยทีเดียว

สเปคเบื้องต้นของ Samsung Galaxy S4 (S IV)


src=http://www.techmoblog.com/uploads/galaxy-s4/e0000.jpg
- ขนาดของตัวเครื่อง 136.6 x 69.8 x 7.9 มิลลิเมตร
- น้ำหนักตัวเครื่อง 130 กรัม
- หน้าจอขนาด 5 นิ้ว (4.99) แบบ Full HD Super AMOLED (441ppi)
- ชิปประมวลผล Exynos Octa 5
- หน่วยประมวลผล Octa Core มีหน่วยประมวลผลสองตัวคือ Quad-Core 1.6 GHz และ Quad-Core 1.2 GHz Cortex-A7
- หน่วยประมวลผลกราฟฟิค PowerVR SGX 544MP3
- หน่วยความจำ (RAM) 2 GB
- กล้องดิจิตอลด้านหลัง ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล
- กล้องดิจิตอลด้านหน้า ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
- แบตเตอรี่ขนาด 2,600 mAh
- รองรับ microSD Card ความจุสูงสุด 64 GB
- รองรับการเชื่อมต่อ WiFi, Bluetooth 4.0, GPS, GLONASS, NFC, IR LED, MHL 2.0
ที่มา: www.techmoblog.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

Galaxy S5 Prime คืออะไร (???)

อะไรคือ Galaxy S5 Prime (???)

          อัพเดทข่าว  โดยทีมงาน Sanook! Hitech สำหรับเช้าวันนี้ แม้ Samsung Galaxy S5 ที่จะเปิดตัวในเร็วๆ นี้และยังไม่มีกำหนดการเปิดขายในเมืองไทยทีอย่างเป็นทาการ แต่ตอนนี้นั้นกลับมีกระแสข่าวลือใหม่ล่าสุดออกมาว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จะมีการเปิดตัว Samsung Galaxy S5 Prime Limited Edition  เพราะSamsung Galaxy S5 นั้นยังไม่ใช่ที่สุด 
งานนี้เล่นเอาหลายๆ คนที่กำลังเฝ้ารอการมาของ Samsung Galaxy S5 เบรคกันหัวทิ้ม!!
ภาพประกอบข่าว
ตามรายงานจากสื่อในประเทศเกาหลีใต้เปิดเผยข้อมูลใหม่ออกมาว่า Samsung Galaxy S5 Prime นั้นจะมาพร้อมสเปคที่สูงกว่า Samsung Galaxy S5 รุ่นที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 และตัวเครื่องที่เป็นโลหะ พร้อมทัั้งรอเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม
          อย่างไรก็ดีข้อมูลดังกล่าวยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นความจริงว่าจะมี Galaxy S5 Prime จริง ตามที่เหล่าบล็อกเกอร์ออกมากระพือข่าวลือ......งานนี้คงต้องมาวัดใจทางซัมซุงกัน
สำหรับกำหนดการวางจำหน่าย Samsung Galaxy S5 นั้นจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงเดือนเมษายนนี้ ส่วนราคานั้นก็ยังไม่ได้เปิดเผย แต่ทางทีมงาน Sanook! Hitech คาดว่าจะใกล้เคียง Samsung Galaxy S4 แน่นอนครับ
source: ETNews, @Ricciolo (Twitter) & EldarMurtazin (Twitter) via GalaxyS5.nl
นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

iPad ถึงคราวแย่ล่ะนะ

iPad ถึงคราวแย่ล่ะนะ

          iPad ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานหลายๆ คนน้ำลายไหล คันไม้คันมืออยากได้มาถือกันสักเครื่อง ด้วยความเบาลงกว่า 20% และบางลงกว่า 28% ที่ทำให้ iPad Air จะกลายเป็น Tablet ที่มีคุณสมบัติน่าพกพามากที่สุด ได้คะแนนจากนักรีวิวสูงเป็นประวัติการณ์ เพราะนอกจากเบา บาง ลงแถมเร็วขึ้นอีกต่างหาก ผมยกให้เป็น แท็บเล็ตที่เซ็กซี่ที่สุดในตลาดตอนนี้
          เป็นที่รู้กันว่า Apple เป็นผู้ทำให้ตลาด Tablet กลายเป็นตลาดใหม่ที่มีเม็ดเงินมหาศาลจากวิสัยทัศน์ของ สตีฟ จ็อบส์ และทำให้ตลาดพีซี เข้าสู่ขาลงแบบสุดๆ iPad ถือเป็น icon แจ้งเกิดของยุคอุปกรณ์พกพาขนาดเท่าสมุดที่ทำอะไรได้มากมายที่ไหนก็ได้ แต่หลังนี้มีคู่แข่งเกิดขึ้นมามากมายโดยเฉพาะซัมซุงที่น่าจะเป็นคู่แข่งรายเดียวที่สูสีเป็นมวยที่ชกกันสนุก รวมถึงไมโครซอร์ฟถึงแม้จะไม่ได้โดดเด่นในตลาดนี้แต่ก็เหน็บแนมไปซะทุกที iPad เป็นแค่อุปกรณ์ให้ความบันเทิงเท่านั้น iWork ชุดทำงานที่ Apple ออกมาแจกฟรีว่าเป็นของไม่มีคุณภาพ สู้โปรแกรม Office ที่นิยมไปทั่วโลกไม่ได้ซึ่งมันอยู่ใน Surface แท็บเล็ตของ Microsoft นั่นเองแต่ก็ไม่เห็นขายดีเท่าไหร่นะ กลายเป็นสงครามน้ำลายไปครับ
          iPad แม้จะเป็นแท็บเล็ตที่ขายได้มากที่สุดในโลกตอนนี้ (170 ล้านเครื่อง) แต่ดูเหมือนตอนนี้สถานภาพผู้นำเริ่มจะสั่นคลอนไป และแนวโน้มท่าจะยากที่จะกลับมาผงาดได้อีกครั้ง เพราะไม่ง่ายเลยในการคว้าแชมป์ในตลาดที่กำลังเดือดและถูกพัฒนาไปหลายทิศทาง จะเห็นได้ชัดว่าตอนนี้ แท็บเล็ตต้องเป็นมากกว่าแค่ความบันเทิง ต้องมีพระภาคของการทำงานเข้าไปด้วย อย่าง Surface ที่สะดวกในการทำเอกสารหลากหลายจากการมีคีย์บอร์ดและชุด Office ที่มาพ่วงด้วย หรือ ตระกูล Galaxy Note ที่ปากกากลายเป็นเครื่องมือเพิ่มความสามารถในการทำงานกับแท็บเล็ตได้อย่างดี ผมว่าหลายคนอยากได้ iPad แต่พอได้เห็น แท็บเล็ตตัวอื่นๆ ในตลาดตอนนี้ก็เปลี่ยนใจได้ไม่ยากเท่าไหร่นัก
          iOS7 ที่หลายๆ คนอัพเดทเป็นที่เรียบร้อยถือเป็นการมาที่ถูกที่ถูกจังหวะ แม้จะถือว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่เปลี่ยนแปลงการใช้งานของ iPhone iPad มากที่สุดเท่าที่ Apple เคยมีมาด้วยหน้าตาที่สวยงามและการใช้งานที่ง่ายกว่าทำให้ในแง่ของการใช้งาน มีการวัดคะแนนเทียบกับ Android และ Windows Phone iOS7 ได้คะแนนสูงที่สุดถือว่าในเรื่องนี้เป็นผู้นำมาแต่ไหนแต่ไร ชนะแชมป์เดิมคือ iOS6 ที่เป็นของ Apple เองตรงกันข้ามกับอีกผลสำรวจมีการไปถามความพึงพอใจแท็บเล็ตในตลาด โดย J.D.Power ปรากฏว่า Samsung กลับได้ตำแหน่งผู้ชนะไปครองในคะแนนที่ห่าง Apple แบบเฉียดฉิว ซึ่งก่อนหน้านี้ Apple เคยเป็นที่ 1 มาตลอด ไม่เพียงเท่านั้นบัลลังก์ของ iPad ยังคงโดนเขย่าอย่างต่อเนื่องจากพี่แซม แม้จะออกมาประกาศถึงความสำเร็จของตัวเองที่สามารถขาย iPad มาแล้วได้มากกว่า 170 ล้านเครื่องทั่วโลก แต่ตามรายงานของ Business Insider ทำรายงานการช่วงชิงตลาดกันนับตั้งแต่ต้นปี 2012 จนถึงกลางปีที่ผ่านมา Apple กำลังโดน Samsung ขโมยตลาดแท็บเล็ตอย่างต่อเนื่องจากเดิมที่ iPad ครองตลาด 71% เหลือ 28% ดูซัมซุงจะแรงหยุดไม่อยู่ไม่เพียงแค่สินค้าที่ครองส่วนแบ่งไปได้มากแล้ว บริษัทกำลังขึ้นแท่นกลายเป็นบริษัทที่ทำกำไรได้มากขึ้น แซงแอปเปิ้ล ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
          ดูทีท่า iPad กำลังตกที่นั่งลำบากเพราะคู่แข่งที่มารอบด้าน โจมตีมาที่ Apple โดยตรง เกมของ Apple ต้องตั้งรับรักษาฐานแฟนที่ยังรักในผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลให้ได้ หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในการพัฒนากลุ่มสินค้า Tablet ของแอปเปิ้ล แม้จะต้องกลืนน้ำลายตัวเองบ้างในบางครั้ง เหมือนตอนที่ทำบอกว่าจะไม่ทำ iPad ขนาดเล็ก แต่ก็ออก iPad mini ออกมาขาย และคาดว่าจะมี iPad ในขนาดอื่นๆ ออกมาแก้เกมที่กำลังโดนแย่งชิงรอบด้าน แล้วคุณล่ะเปลี่ยนใจไปให้คนอื่นแล้วรึยัง
สนับสนุนเนื้อหา: blog.butthun.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com