วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

iPhone 6 อาจใช้ชื่อ iPhone Air บางเพียง 6 มิลลิเมตรเท่านั้น!!

 อาจใช้ชื่อ iPhone Air บางเพียง 6 มิลลิเมตรเท่านั้น!!

ยังคงมีรายงานข่าวลือออกมาให้เห็นกันอย่างต่อเนื่องกับ iPhone รุ่นใหม่ที่เตรียมเปิดตัวในปี 2014 โดยล่าสุดได้มีรายงานข่าวออกมาจากสำนักข่าว ET News ในประเทศเกาหลี ที่ได้ออกมาเผยรายงานข่าวลือล่าสุดว่า iPhone 6 ที่จะเปิดตัวในปี 2014 นี้จะมีการใช้ชื่อรุ่นว่า iPhone Air และมีความบางเพียง 6 มิลลิเมตรเท่านั้น โดยเมื่อเทียบกับ iPhone รุ่นก่อนๆจะเห็นได้ว่าบางลงกว่าเดิม อย่าง iPhone 5s และ iPhone 5 ที่มีความบาง 7.6 มิลลิเมตร , iPhone 5c ที่มีความบาง 8.97 มิลลิเมตร , iPhone 4s ที่มีความบาง 9.3 มิลลิเมตร และ iPhone 3GS ที่มีความบาง 12.3 มิลลิเมตร นั่นเอง
ไม่เพียงเท่านั้น iPhone Air รุ่นใหม่จะมาพร้อมกับวัสดุที่เป็นโลหะ และคาดว่าน่าจะมีการเปิดตัวในช่วงเดือนกันยายนอีกด้วย
ที่มา - bgr
สนับสนุนเนื้อหา: www.flashfly.net
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

กสท.รับรองผลการประมูล ′ทีวีดิจิทัล′ แล้ว ดีเดย์! 1 เม.ย.นี้ออกอากาศทางการ 4 จังหวัด

กสท.รับรองผลการประมูล ′ทีวีดิจิทัล′ แล้ว ดีเดย์! 1 เม.ย.นี้ออกอากาศทางการ 4 จังหวัด

กสท.รับรองผลการประมูลทีวีดิจิทัลแล้ว 1 เม.ย.นี้ เตรียมออกอากาศอย่างเป็นทางการ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นครราชสีมา เชียงใหม่ และสงขลา จากนั้น 1 มิ.ย. ครอบคลุม 11 จังหวัด 10 ล้านครัว เรื่องคูปองส่วนลด เซต ทอป บ็อกซ์ ต้องหารืออีกครั้ง แนะประชาชนซื้ออุปกรณ์สังเกตโลโก้ น้องดูดี ดูได้แน่นอน
ที่มาของภาพประกอบ: www.it24hrs.com

ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)พ.อ.ดร.นทีศุกลรัตน์ รองประธานกสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.)เปิดเผยว่าที่ประชุม กสท.มีมติรับรองผลการประมูลทีวีดิจิทัลเพื่อให้บริการธุรกิจจำนวน 24ช่องซึ่งได้จัดการประมูลไปเมื่อวันที่26-27ธ.ค.56 ที่ผ่านมาโดยมอบหมายให้สำนักงานกสทช.ส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลอย่างเป็นทางการในขณะเดียวกันจะนำรายชื่อผู้ชนะทั้งหมดประกาศผ่านเว็บไซต์สำนักงานกสทช.(www.nbtc.go.th)เพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบ
ทั้งนี้ กสท.ได้รับการยืนยันจากผู้ประกอบการโครงข่าย4รายประกอบด้วยสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก,บริษัทอสมท จำกัด (มหาชน),กรมประชาสัมพันธ์และ ไทยพีบีเอสว่าจะเปิดให้บริการทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินนำร่อง11จังหวัดได้แก่ วันที่ 1เม.ย.57 ครอบคลุม4จังหวัดคือ กรุงเทพฯ นครราชสีมาเชียงใหม่ และสงขลา วันที่1พ.ค.57 ครอบคลุมเพิ่ม3จังหวัดคือ อุบลราชธานี สุราษฎร์และระยอง วันที่ 1มิ.ย.57 เพิ่มอีก4จังหวัดคือ สิงห์บุรี สุโขทัย ขอนแก่นและอุดรธานี ซึ่งจะครอบคลุมจำนวนประชากร50%หรือประมาณ10ล้านครัวเรือนจากจำนวนประชากร 22ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
การรับชมทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน24ช่องผ่านเสาอากาศแบบหนวดกุ้งและก้างปลาจะเกิดขึ้นในเดือนเม.ย.นี้ในขณะเดียวกันหากช่องใดมีความพร้อมออกอากาศตั้งแต่เดือนก.พ.สามารถทำได้แต่เป็นการรับชมผ่านทางเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมตามหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไปหรือ มัสต์ แครี่ ที่กสท.กำหนดให้ฟรีทีวีต้องเข้าถึงทุกแพลมฟอร์มพ.อ.ดร.นทีกล่าว
พ.อ.ดร.นทีกล่าวต่อว่าสำหรับการสนับสนุนคูปองส่วนลดกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลหรือเซต ทอป บ็อกซ์สำหรับใช้กับทีวีรุ่นเก่าเบื้องต้นได้กำหนดราคาไว้ที่690บาทซึ่งคำนวนจากราคาเริ่มต้นการประมูล24ช่องหารจำนวนประชากรครัวเรือนทั่วประเทศ22ล้านครัวเรือนแต่ราคาอาจปรับเพิ่มขึ้นได้หลังจากราคาประมูลที่ได้สูงกว่าราคาเริ่มต้นมากซึ่งต้องมีการพิจารณาอีกครั้งสำหรับประชาชนที่จะรับชมทีวีดิจิทัลสามารถหาซื้อทีวีและเซตทอป บ็อกซ์ได้แล้วเนื่องจากปัจจุบันมีเซตทอป บ็อกซ์ ที่ได้รับใบอนุญาตรวม19 รุ่นและทีวีดิจิทัลที่มีจูนเนอร์แบบบิวต์-อินในตัวเครื่องระบบดีวีบี ที 2ได้รับใบอนุญาตแล้วรวม80รุ่นโดยขอให้สังเกตสัญญาลักษณ์โลโก้น้องดูดี ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่ผ่านการรับรองจากกสท.สามารถรับชมทีวีดิจิทัลได้
อย่างไรก็ตาม การออกอากาศทีวีอะนาล็อกจะคู่ขนานไปกับระบบดิจิทัลไปอีกระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้ประชาชนผู้รับชมได้รับบริการเหมือนเดิมและไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆโดยให้มีเนื้อหาและผังรายรายการเดิมทุกประการไว้จากนั้นในปี2558จะพิจารณายุติการออกอากาศในระบบอนาล็อกซึ่ง ช่อง5ช่อง7ช่อง11 อสมทและไทยพีบีเอสจะต้องส่งแผนการยุติการออกอากาศระบบอะนาล็อคให้กสท.ไม่เกินก.ค.2557นอกจากนี้จะเชิญผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล24ช่องมาร่วมเป็นคณะอนุกรรมการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัลเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าถึงทีวีดิจิทัลอีกทางหนึ่งด้วย
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

10 แนวโน้มสุดฮอต สมาร์ทโฟนเปลี่ยนโลก

มีการทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง สำหรับ อีริคสัน คอนซูเมอร์แล็บ ล่าสุดเปิดเผยถึง 10 แนวโน้มสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2557 และอนาคตมากกว่า 15 ปีที่ อีริคสัน คอนซูเมอร์แล็บ ทำการวิจัย สำรวจคุณค่า พฤติกรรม และแนวทางการใช้งานของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ และบริการด้านไอซีทีด้วยการสัมภาษณ์ผู้คนในแต่ละปีมากกว่า 100,000 คน ในกว่า 40 ประเทศ และ 15 เมืองใหญ่
ไมเคิล บียอน หัวหน้าฝ่ายวิจัย อีริคสัน คอนซูเมอร์แล็บ กล่าวว่า แนวโน้มที่สำคัญที่สุดที่สังเกตเห็นได้ คือ ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในแอปพลิเคชั่น และบริการที่ครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรมและหลายภาคส่วนของสังคม ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตประจำวันได้10 แนวโน้มที่ว่ามีดังนี้
1.แอป กำลังเปลี่ยนสังคมของเรา
การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของสมาร์ทโฟนทั่วโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีการสื่อสารและใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มีการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อประโยชน์ที่หลากหลายมากขึ้น และมีคนจำนวนมากที่กำลังแสวงหาแอปพลิเคชั่นเพื่อใช้ในหลายภาคส่วนหรือรูปแบบต่าง ๆของการใช้ชีวิตในสังคม ตั้งแต่การจับจ่ายซื้อของและสถานรับเลี้ยงเด็ก ไปจนถึงการสื่อสารกับหน่วยงานต่าง ๆ แอป กลายเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าชนิดของมือถือที่ใช้เสียอีก
2.ร่างกายเป็นรหัสผ่าน (Password) รูปแบบใหม่
เว็บไซต์ต่าง ๆ เริ่มขอรหัสผ่าน (Password) ที่ยาวขึ้น ประกอบไปด้วยตัวเลข ตัวอักษร และสัญลักษณ์อื่นจนทำให้แทบจำไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดความสนใจในการใช้เทคโนโลยีด้านชีวภาพเข้ามาทดแทน เช่น จากงานวิจัยพบว่า 52% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนต้องการใช้ลายนิ้วมือมากกว่ารหัสผ่าน และ 48% สนใจใช้การสแกนดวงตาเพื่อปลดล็อกหน้าจอ โดยรวมแล้วกว่า 74% เชื่อว่า สมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีด้านชีวภาพจะกลายเป็นกระแสหลักในปี 2557 และอนาคต
3.การวัดค่าต่าง ๆ ของร่างกาย
ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ จำนวนก้าว เป็นเพียงตัวอย่างการเริ่มต้นของสิ่งที่พวกเราต้องการวัดค่าจากตัวเราเอง โดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือ และอิงจากข้อมูลที่สร้างขึ้นเอง เพียงแค่เริ่มใช้แอปเพื่อบันทึกกิจกรรมที่ทำจะช่วยให้เข้าใจตนเองดีขึ้น และมีการพัฒนาแอปใหม่ ๆ ที่วัดค่ากิจกรรมต่าง ๆ อีกมาก
โดย 40% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟน ใช้โทรศัพท์บันทึกข้อมูลกิจกรรมการเคลื่อนไหว และกว่า 56% ต้องการวัดความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจโดยการใช้แหวนที่สวมใส่อีกด้วย
4.ความคาดหวังว่าจะมีอินเทอร์เน็ตทุกที่ (Internet Everywhere)
ประสบการณ์ในการใช้อินเทอร์เน็ตยังไม่สามารถเทียบเท่าบริการโทร.ในรูปแบบวอยซ์ (Voice Service) ที่น่าสนใจก็คือ ผู้ใช้สมาร์ทโฟนต่างตระหนักแล้วว่า จำนวนแท่งวัดความแรงของสัญญาณบนหน้าจอโทรศัพท์ไม่อาจเป็นเครื่องชี้วัดว่าจะได้รับบริการดาต้าหรืออินเทอร์เน็ตที่ดีได้ เนื่องจากแท่งวัดดังกล่าวอาจดีเพียงพอสำหรับบริการวอยซ์ แต่ไม่ดีพอสำหรับบริการอินเทอร์เน็ต จากการสำรวจเราพบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อประสบการณ์ในการใช้อินเทอร์เน็ตบนรถไฟใต้ดินต่ำที่สุด
5.สมาร์ทโฟนช่วยลดความแตกต่างทางดิจิทัล
การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในระดับโลกถือว่าไม่เพียงพอและทั่วถึง ทำให้เกิดความแตกต่างในการเข้าถึงบริการดิจิทัล หรือที่เรียกว่า The Digital Divide การมีสมาร์ทโฟนราคาย่อมเยาย่อมหมายถึงการที่ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีราคาแพงในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป ผู้ใช้โดยรวม 51% ทั่วโลกรู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือคือการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุด และสำหรับคนจำนวนมากมันได้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต
6.ประโยชน์ของบริการออนไลน์มีมากกว่าความเสี่ยง
จากการที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกำลังแสดงผลให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น โดย 56% ของผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตทุกวัน มีความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy Issues) แต่ก็แค่ 4% เท่านั้นที่กล่าวว่าจะใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลง ผู้บริโภคมักเลือกใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ เช่น เพิ่มความระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวบนโลกออนไลน์มากขึ้น เป็นต้น
7.วิดีโอออนดีมานด์
แม้จะมีสื่อวิดีโอให้เลือกมากขึ้น แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกด้วยตนเองน้อยลง โดยในความเป็นจริงแล้วเพื่อนของเรามีผลอย่างยิ่งต่อการเลือกรับชมสื่อวิดีโอต่าง ๆ ของเรา โดยที่พบว่า 38% ของผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า พวกเขาชมวิดีโอคลิปที่เพื่อนแนะนำอย่างน้อยหลายครั้งต่อสัปดาห์ นอกจากนั้นเพื่อนของเรายังมีผลต่อการเลือกอ่านบล็อกและการเลือกฟังเพลงอีกด้วย
8.ต้องการความชัดเจนในการใช้ดาต้า
ผู้บริโภคโดยรวมกว่า 48% เลือกใช้แอปเพื่อเข้าใจลักษณะการใช้ดาต้าของตนให้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่ 41% ต้องการเพียงจะทราบว่าพวกเขาใช้ดาต้าไปเท่าไร โดย 33% ต้องการความมั่นใจว่าพวกเขาได้รับบิลหรือคิดเงินอย่างถูกต้อง และ 31% ไม่ต้องการใช้ดาต้าเกินค่าที่จำกัดไว้โดยผู้ให้บริการเครือข่าย งานวิจัยนี้ยังแสดงให้เห็นอีกว่า ผู้ใช้สมาร์ทโฟนนิยมใช้แอปเพื่อวัดความเร็วของสัญญาณเชื่อมต่อเป็นประจำอีกด้วย
9.เครื่องวัดเซ็นเซอร์ในสถานที่ต่าง ๆ
จากการที่บริการอินเทอร์เน็ตแบบอินเตอร์แอ็กทีฟ (Interactive Internet) กลายเป็นเรื่องธรรมดา ผู้บริโภคเริ่มคาดหวังเพิ่มขึ้นว่า สภาพแวดล้อมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของพวกเขาก็ควรได้รับการตรวจสอบด้วย โดยเกือบ 60% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนเชื่อว่า ภายในปี 2559 เซ็นเซอร์จะถูกนำมาใช้ในเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่บริการด้านสาธารณสุข และการคมนาคมขนส่งสาธารณะ ไปสู่รถยนต์ บ้าน และสถานที่ทำงานของพวกเรา
10.ความสามารถในการเล่น หยุด และเล่นต่อในที่อื่น ๆ ได้
จากการสำรวจพบว่า 19% ของการใช้บริการสตรีมมิ่งเกิดขึ้นบนมือถือหรือแท็บเลต แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม โดยมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนสถานที่รับชมโทรทัศน์ไปมาให้เข้ากับชีวิตประจำวัน เช่น พวกเขาอาจเริ่มต้นรับชมสื่อที่บ้าน หยุดไว้แล้วดูต่อในขณะที่กำลังเดินทางไปทำงาน เมื่อมีการเปลี่ยนสถานที่ในลักษณะนี้จึงมักมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้รับชมด้วย
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

iPhone รุ่นเก่าเก๋าได้ใช้ iOS 7 … ?

iPhone รุ่นเก่าเก๋าได้ใช้  … ?

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าปัจจุบันนี้ยังมีท่านผู้อ่านรายใดที่ยังใช้ iPhone รุ่นเก่าเก๋าอยู่บ้าง หากท่านที่กำลังใช้อยู่อาจรู้สึกเสียดาย (บ้าง) ที่ไม่มีโอกาสได้ทดลองใช้ระบบปฏิบัติการใหม่เอี่ยมอย่าง iOS 7 แต่อย่างไรก็ตามแฮกเกอร์กลุ่มหนึ่งได้พัฒนาเฟิร์มแวร์สำหรับ iPhone รุ่น 2G จนถึง 3G เพื่อให้อุปกรณ์รุ่นเก๋าสามารถใช้ iOS 7 ได้แล้ว
แฮกเกอร์กลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “whited00r” ได้คิดค้นและพัฒนาเฟิร์มแวร์ชนิดหนึ่งขึ้นมา โดยเป็นการนำคุณลักษณะบางอย่างใน iOS 7 มาปรับเปลี่ยนเพื่อให้มันสามารถใช้งานร่วมกับ iPhone 2G และ 3G ได้ ซึ่งการพัฒนาเฟิร์มแวร์ชนิดนี้เป็นการเลียนแบบบางส่วนของ iOS 7 เช่น ลักษณะไอคอน, อินเตอร์เฟสของแอพกล้อง, ระบบ Multitasking และทางลัดอย่าง Control Center เป็นต้น
ios
นอกจาก iPhone 2G และ 3G แล้ว แฮกเกอร์กลุ่มนี้ยังพัฒนาเฟิร์มแวร์ให้รองรับกับ iPod Touch 1G และ 2G ด้วย ซึ่งท่านผู้อ่านท่านใดที่ยังมี iPhone หรือ iPod Touch รุ่นเก่าเก๋าไว้ในครอบครอง หากอยากลองอะไรใหม่ๆ ภายใต้ความคลาสสิกล่ะก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดและชมวิธีติดตั้งได้ที่ http://www.whited00r.com/
สนับสนุนเนื้อหา: Arip

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

8 สิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจาก Google ปี 2014

8 สิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจาก Google ปี 

ตลอดปี 2013 Google ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์ การให้บริการต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือระบบปฏิบัติการ Android ที่ยอดผู้ใช้ทะลุ 1พันล้านคนไปเรียบร้อย ฉะนั้นในปี 2014 ที่กำลังจะมาถึง เว็บไซต์ Pocket-lint จึงทำนายทายทักถึงสิ่งใหม่ๆ จาก Google ในปี 2014
1. Android TV
android-tv
จากรายงานของเว็บไซต์ Gigagom เมื่อเดือนตุลาคม เปิดเผยว่า Google อาจยุติการใช้แบรนด์ Google TV และจะรีแบรนด์ไปเป็น Android TV แทน ซึ่งแพลตฟอร์มที่ใช้จะเป็นตัวเดียวกับบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เพื่อดึงดูดให้นักพัฒนาให้สามารถสร้างซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้ในทุกอุปกรณ์ที่ เป็น Android  และในการเปิดตัวอาจเป็นงาน CES 2014 ต้นเดือนมกราคม หรือไม่ก็อาจเป็นงาน Google I/O ในเดือนพฤษภาคม
 2. Chromecast
chromecast-2014
แก็ดเจ็ตอันดับ 1 ของปี 2013 รูปร่างคล้ายแฟลชไดรฟ์ เพียงเสียบเข้ากับทีวี Chromecast จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำหรับดึงคอนเทนต์จาก Youtube และ Google Play ไม่ว่าจะเป็นเพลงหรือภาพยนตร์ มาแสดงบนหน้าจอทีวีของคุณ แถมยังสามารถควบคุมด้วยสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้อีกด้วย ซึ่งในปี 2014 เราอาจจะได้เห็น Chromecast ขยายบริการออกไปในหลายๆประเทศนอกเหนือจากในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร รวมไปถึงการพัฒนาต่อยอดในอนาคตของ Chromecast ที่จะสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆได้เช่นกัน
 3. Nexus TV
nexus-tv-2014
อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่คาดว่าจะมีการเปิดตัวในครึ่งปีแรกของปี 2014 มีลักษณะเป็น set top box จะใช้งานได้เมื่อเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตเท่านั้น โดยตัวกล่องจะทำหน้าที่สตรีมคอนเทนต์จาก Netflix, Hulu, YouTube, ฯลฯ รวมถึงวีดีโอเกมต่างๆ ซึ่งสื่อในต่างประเทศมองว่า Nexus TV อาจจะมีราคาแพงอยู่พอสมควร
 4. Google Smartwatch
google-smartwatch-2014
แม้จะมีการคาดการณ์ว่าปี 2014 จะเป็นอีกปีที่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจะมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น แต่หลายบริษัทไอทีชั้นนำเริ่มกระโดดเข้าหาตลาดใหม่อย่าง Smartwatch บ้างแล้วซึ่ง Google ก็ไม่พลาดที่จะร่วมวงในครั้งนี้ด้วย โดยหลายเดือนที่ผ่านมามีการรายงานว่า Google กำลังอยู่ในระหว่างการผลิต Smartwatch ในชื่อ “Gem” รันระบบปฏิบัติการ Android KitKat เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน Android ได้ด้วย Bluetooth 4.0 พร้อมแบตเตอรี่ที่ดีที่สุด
 5. Chromebook
chromebook-2014
ในปี 2013 Google เปิดตัว Chromebook Pixel คอมพิวเตอร์โน๊ตบุคหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูง รันด้วยระบบปฏิบัติการ Chrome OS สนับสนุนผู้ใช้ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก แถมยังได้ผู้ผลิตดัง ๆ หลายเจ้าในตลาดโน๊ตบุคไม่ว่าจะเป็นSamsung, Acer และ HP ต่างพากันกระโดดร่วมวงผลิตโน๊ตบุคพร้อมระบบปฏิบัติการ Chrome OS ออกมาวางจำหน่าย ซึ่งในปี 2014 น่าติดตามว่า Chromebook จะมีทีเด็ดใดออกมาโชว์อีกบ้าง เพื่อเพิ่มยอดส่วนแบ่งทางการตลาดที่มีอยู่เพียง 1%
 6. Google Glass รุ่นที่ 2 สำหรับคนทั่วไป
google-glass-gen-2
สำหรับปี 2013 อาจจะไม่มีเรื่องที่น่าตื่นเต้นจาก Google Glass นอกเสียจากการเปิดให้นักพัฒนานำ Google Glass ไปทดสอบด้วยสนนราคา 1,500 เหรียญสหรัฐ ก่อนที่จะเริ่มวางขายจริงให้กับคนทั่วไปในสหรัฐอเมริกาในปี 2014 ด้วยเป้าหมายที่จะวางขายด้วยราคา 200-600 เหรียญสหรัฐ ซึ่งไม่แน่ว่า Google Glass ที่จะวางขายจริงนั้นอาจเป็นรุ่นที่ 2 เลยก็ได้ โดยข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่า Google ได้เพิ่มพัฒนาในส่วนของเลนส์และชุดอุปกรณ์หูฟัง รวมถึงซอฟต์แวร์ต่างๆ
 7. Nexus 10 รุ่นที่ 2
nexus-10-2014
แม้จะมีข่าวถึงการเปิดตัวแท็บเล็ต Nexus 10 รุ่นที่ 2 ในปีนี้ แต่สุดท้ายก็คงต้องยกไปเป็นปี 2014 เสียแล้ว โดยผลิตภัณฑ์ที่ Google ร่วมมือกับ ASUS ใช้หน้าจอ 10 นิ้ว ความละเอียด 2560×1600, หน่วยประมวลผล Snapdragon 800, แรม 3GB, กล้อง 8 ล้านพิกเซล, ความจุภายใน 32GB, แบตเตอรี่ 9,500 mAh
 8. ระบบการค้นหาด้วยเสียงหรือ Google Now ที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
google-voice-search-2014
Google เคยกล่าวว่าในปี 2014 จะมุ่งเน้นการค้นหาข้อมูลด้วยเสียงให้ก้าวหน้ามากขึ้น และไม่เพียงแค่ดีขึ้นแต่จะต้องเป็นระบบที่เหนือกว่า Siri จาก iOS ซึ่งการพัฒนาที่สำคัญของ Google Now ที่จะมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น
สนับสนุนเนื้อหา: Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Samsung Galaxy S5 ใช้จอขนาด 5.25 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2K

Samsung Galaxy  ใช้จอขนาด 5.25 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2K

แม้จะมีข่าวไม่ค่อยดีนักกับการผลิต Samsung Galaxy S5 ที่อาจจะต้องใช้พลาสติกโพลีคาร์บอเนตต่อไปแทนที่จะเป็นอลูมิเนียม อย่างไรก็ดีสมาร์ทโฟนเรือธงประจำปี 2014 จะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน
รายงานจาก DDaily เปิดเผยว่า Samsung ได้เริ่มผลิตหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด 5.25 นิ้ว สำหรับ Galaxy S5 พร้อม การจัดเรียงพิกเซลในรูปเพชรที่คล้ายกับที่ใช้ในหน้าจอ Galaxy S4 และ Galaxy Note 3 แต่จะมีความคมชัดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ความละเอียดของการแสดงผลจะอยู่ที่ 2560 x 1440 พิกเซล (Quad HD) และความหนาแน่นของพิกเซลเพิ่มเป็น 560 ppi
ในส่วนของสเปคอื่นๆ ที่น่าสนใจของ Samsung Galaxy S5 คือการใช้ชิปเซ็ตแบบ 64-bit ครั้งแรก, แรม 3GB, กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล และรันระบบปฏิบัติการ Android 4.4 KitKat
สำหรับผู้ใช้ Samsung ท่านใดที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะตัวเครื่องจากพลาสติกโพลีคาร์บอเนต ไปเป็นอลูมิเนียมล่ะก็ งานนี้ต้องลุ้นกันหนัก ส่วนตัวเครื่องโค้งงอแบบ Galaxy Round คงยังไม่ใช่สำหรับ Galaxy S5 ครับ
อ้างอิงจาก sammobile
สนับสนุนเนื้อหา: Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556

5 เรื่องโง่ของคนใช้ Mac ที่คุณควรรู้ !!!

5 เรื่องโง่ของคนใช้ Mac ที่คุณควรรู้ !!!

Mac เป็นคอมพิวเตอร์ของทาง  ที่เชื่อว่าหลายๆ คนคงอยากได้จับจองมาเป็นเจ้าของกัน โดยถ้าเป็นในส่วนของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะก็จะมี Mac mini, iMac และ Mac Pro หรือถ้าเป็นคอมพิวเตอร์แบบพกพาก็จะเป็น MacBook Air, MacBook Pro และ MacBook Pro Retina ซึ่งอย่างที่รู้ดีกันอยู่แล้วก็คือ Mac เป็นคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบได้อย่างสวยหรู มีความโดดเด่น มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Mac OS ที่ใช้งานง่ายและมีความสเถียรสูงอย่าง OS X นอกจากนี้ยังมีของแต่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนของฮาร์ดเคสกันรอยหลากสีที่เราเลือกใส่ได้ตามใจ รวมไปถึงมีฟิล์มกันรอยติดรอบเครื่อง
ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามีผู้ใช้งาน Mac น้อยคนนัก ที่จะเข้าใจความเป็น Mac หรือข้อจำกัดจริงๆ โดยในบทความนี้เราก็เลยจะมาพูดคุยในเรื่องของสิ่งที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับ Mac กัน 5 เรื่องโดยเรื่องเหล่านั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน หรือเป็นเรื่องที่บอกต่อกันมา รวมไปถึงเป็นเรื่องที่ใครๆ เขาก็ทำกัน ไม่ว่าจะเป็น Mac, Macbook หรือ OS X ก็ตาม ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าเท็จจริงแค่ไหน ฉะนั้นบทความนี้เราจะมาพูดถึงความจริงที่เกี่ยวข้องกับ Mac ที่เราควรทราบและทำความเข้าใจกันซักหน่อย ถึงแม้ในหัวข้อเรื่องทางผู้เขียนดูเหมือนจะจั่วแรงๆ เกี่ยวกับ Mac แต่ความจริงแล้วก็ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอกนะครับ (คนไม่รู้ก็ไม่ได้หมายความว่าโง่นะจ๊ะ)

1. Mac OS X ไม่มีไวรัส

ต้องเรียกว่า OS X เป็นเรื่องแรกๆ ที่ผู้คนส่วนมากที่ใช้ Mac หรือไม่ใช่ Mac ก็ตาม มีความเข้าใจผิดๆ กัน ว่าระบบปฏิบัติการ OS X ของ Mac นั้นไม่มีไวรัสอยู่เลย ความเป็นจริงแล้วต้องบอกว่ามีนะครับ แต่ก็ถือว่าพบเจอได้น้อยมาก เพราะด้วยระบบปฏิบัติการ OS X ยังมีสัดส่วนน้อยกว่า Windows อยู่มาก ทำให้บรรดาคนเขียนไวรัสขึ้นมานั้นมีสัดส่วนที่น้อยตาม เอาเป็นว่าถ้าใครใช้ Mac แล้วบังเอิญติดไวรัสบน OS X ก็ถือว่าโชคดี อารมณ์ประมาณนกบินมาอึใส่หัวก็แล้วกันนะครับ (ฮา)
อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่ควรทราบก็คือ บนเครื่อง Mac นั้นมีโอกาสที่จะเป็นพาหะนำไวรัสบน Windows จากเครื่องไปติดอีกเครื่องหนึ่งได้เป็นอย่างดี  โดยผ่านทางฮาร์ดดิสก์หรือแฟลชไดร์ฟที่ก๊อบไฟล์ข้ามกันไปมา ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือหมั่นสแกนไวรัสสื่อบันทึกต่างๆ ด้วยโปรแกรมสแกนไวรัสของฝั่ง Windows  กันบ้างนะครับ ยังไงก็กันไว้ดีกว่าแก้ (เพราะเดี๋ยวจะโดนคนใช้ Windows หาว่า OS X เอาไวรัสมาติดนะ)

2. OS X บน Mac ไม่มีวันแฮงค์

แม้ระบบปฏิบัติการ OS X ที่ใช้งานใน Mac จะได้รับการโฆษณาจากทาง  Apple ว่ามีความสเถียรที่สูงหรือไว้ใจได้มากเพียงใด ก็ต้องบอกว่าในส่วนของการใช้งานจริงนั้นบน OS X นานๆ ทีก็มีอาการหลอนบ้างในบางครั้ง โดยจากประสบการณ์ใช้งาน OS X ด้วยตนเองที่ผ่านมานั้น พบว่ามีอาการแฮงค์หรือค้างไปบ้างในบางเวลา เฉลี่ยแล้วก็ตกปีละประมาณ 2 ครั้ง รวมไปถึงยังมีกรณีที่เปิดไม่ติดเลย ซึ่งก็ต้องอาศัยการ Restore จาก Time Machine ของ OS X เข้าช่วยเหมือนกัน (อันนี้เป็นอยู่ 2 ครั้ง)
แน่นอนว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ฉะนั้นก็ไม่ควรที่จะวางใจในส่วนของระบบปฏิบัติการ OS X ของเครื่อง Mac แบบ 100% เป็นไปได้ผู้ใช้งานเองก็ควรที่จะ Backup ข้อมูลบน OS X เอาไว้บ้าง เพราะสมมุติว่าข้อมูลหายไปหรือเครื่องเปิดไม่ติดขึ้นมาจริงๆ เราคงต้องได้รับความลำบากอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าคิดให้ดีขนาด OS X เองยังต้องมี Time Machine โปรแกรม Backup ติดตั้งมาให้เลย ซึ่งต้องบอกว่าถ้าใครไม่เคยใช้งานเลยก็แนะนำให้เปิดใช้งานบน OS X กันนะครับ ยังไงก็ปลอดภัยไว้ก่อน 

3. Mac ใส่ฮาร์ดเคสหรือติดกันรอยรอบตัวเครื่อง

นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงเรื่องหนึ่งทีเดียว เพราะคนส่วนมากที่ใช้งาน MacBook ที่ไม่ว่าจะ MacBook Air หรือ MacBook Pro นั้นทำกัน นั่นก็คือการซื้อฮาร์ดเคสมาใส่ โดยถ้าใครนึกอุปกรณ์เสริมอย่างฮาร์ดเคสบน Mac ไม่ออก ก็ต้องบอกว่าอารมณ์เหมือนกับเคสมือถือที่เราใส่กันทั่วไปเลยซึ่งเป็นตัวช่วย ในเรื่องของความสวยงามหรือกันรอย ที่โดยส่วนมากนั้นฮาร์ดเคสของ MacBook จะมีอยู่สองชิ้นด้วยกันก็คือ ชิ้นบนไว้ครอบฝาจอ และอีกชิ้นไว้ครอบฝาเครื่อง หรืออีกหนึ่งประเภทกันรอยก็คือ ฟิล์มกันรอย ซึ่งจะเป็นลักษณะฟิล์มใส โดยการใช้งานก็จะเป็นการติดรอบตัวเครื่อง Mac ทั้งหมด เพื่อป้องกันรอยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเครื่องแบบไม่คาดคิดได้
รู้หรือไม่ว่าการที่เราจับเอา MacBook ไปใส่ฮาร์ดเคสหรือติดฟิล์มกันรอยรอบตัวเครื่องนั้น เป็นการทำร้ายเครื่องสุดที่รักของเราทางอ้อม เพราะ MacBook นั่นอาศัยการระบายความร้อนด้วยตัวเครื่องที่วัสดุทำจากโลหะที่มีคุณสมบัตินำ ความร้อนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อเราเอาฮาร์ดเคสหรือติดฟิล์มกันรอยมาติดนั้น ทำให้การนำความร้อนออกจากตัวเครื่องทำไม่ได้อย่างเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ตัวเครื่องภายในสะสมความร้อนมากยิ่งขึ้น พัดลมทำงานหนักขึ้น แน่นอนว่าจะให้อายุ MacBook ของเราสั้นลงกว่าที่ควรแน่นอน
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดๆ จากประสบการณ์ตรงเลยว่า ประสิทธิภาพจะตกลงไปแบบรู้สึกได้ ด้วยการใช้งาน MacBook Pro Retina 15 ในการเล่นเกม DOTA 2 โดยก่อนใส่เฟรมเรทจะอยู่ที่ประมาณ 50 -60 fps แต่พอใส่ฮาร์ดเคสเข้าไปแล้วพบว่าเฟรมเรทนั้นตกลงมาเหลือที่ประมาณ 30 fps เท่านั้น หรือบางช่วงเวลาก็รู้สึกกระตุกเลย หรือแม้แต่การใช้งานทั่วไปก็สังเกตได้จากพัดลมเครื่องว่าหมุนรอบจัดกว่าการ ไม่ใส่ฮาร์ดเคสพอสมควรทีเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าด้วยความที่ MacBook Pro Retina 15 หรือ MacBook Pro 15 ที่ติดตั้งชิปประมวลผล Core i7 และการ์ดจอแยก แน่นอนว่าทำให้เครื่องนั้น ปกติแล้วก็ร้อนกว่า MacBook Air หรือ MacBook Pro 13 อยู่แล้ว ทำให้เห้นผลได้ชัดกว่าเมื่อใส่ฮาร์ดเคส แต่ก็เชื่อได้ว่าหากเราไปใส่ฮาร์ดเคสกับ MacBook Air หรือ MacBook Pro 13 แล้ว เครื่องต้องทำงานหนักและประสิทธิภาพตกลงอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ไม่ใส่ฮาร์ดเคสจะดีที่สุด แต่ถ้าใครกังวลก็ใส่ได้ แต่ก็ต้องรับในเรื่องข้อเสียที่จะเกิดขึ้นให้ได้เหมือนกัน

4. Mac ติดซิลิโคนคีย์บอร์ดเพื่อกันฝุ่น

แม้ว่าซิลิโคนคีย์บอร์ดของ Mac และ MacBook ที่ผลิตโดยผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมชั้นนำจะออกแบบมาเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องของความเข้ากันของแต่ละปุ่มแต่ละช่องบน Mac รวมไปความสวยงามและวัสดุที่นำมาใช้ผลิตก็เป็นวัสดุชั้นดี ซึ่งข้อดีของการใช้งานซิลิโคนคีย์บอร์ดก็คือ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองไม่ให้ตกลงไปในช่องว่างของคีย์บอร์ดรวมไปถึงไม่ให้ ปุ่มอักษรบน Mac ลอกอีกทั้งยังเสริมความสวยงาม ที่ในความเป็นจริงก็ต้องบอกว่าเรื่องฝุ่นช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะยังไงเรื่องของฝุ่นก็คงหนีไม่พ้นอย่างแน่นอน ข้อแนะนำก็คือให้หลีกเลี่ยงใช้ Mac บริเวณที่ฝุ่นเยอะ หรือยังไงก็ซื้อลูกยางเป่าลม มาค่อยเป่าไว้ก็จะดีกว่า
สำหรับข้อเสียในส่วนของคนที่ใช้ซิลิโคนคีย์บอร์ดของ MacBook ก็คือ ทำให้ระบายความร้อนได้แย่ลง แม้หลายๆ คนอาจจะคิดว่าช่องระบายความร้อนบนเครื่อง Mac ที่ติดตั้งมาให้ในโน้ตบุ๊กก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่อันที่จริงต้องเข้าใจว่าธรรมชาติของอากาศร้อนนั้นจะลอยขึ้นที่สูงแล้วการ นำแผ่นซิลิโคนมาปิดไว้เหนือแป้นคีย์บอร์ดจะทำให้ความร้อนติดอยู่ที่แผ่นซิลิ โคนและย้อนกลับเข้าไปในเครื่อง ทำให้ตัวเครื่องเกิดความร้อนสูงขึ้นและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ที่สำคัญ MacBook Air และ MacBook Pro นั้น ทาง Apple ได้มีการออกแบบให้เป็นช่องทางของลมเย็นเข้าไป เพื่อไปเป่าออกตรงช่องระบายความร้อนล่างจออีกทีหนึ่งนั่นเอง นอกจากนี้แล้วซิลิโคนคีย์บอร์ดก็เป็นตัวสกปรกและดักฝุ่นเสียเองอีกด้วย 
อย่างไรก็ตามการที่ขัดขวางการระบายความร้อนด้วยการติดซิลิโคนคีย์บอร์ด อาจจะไม่เห็นผลชัดเจนเท่ากับการใส่ฮาร์ดเคส แต่ถ้าเป็นไปได้หลังจากได้อ่านบทความนี้แล้ว ก็ลองพิจารณากันดูเองนะครับ ว่าเราจะทำร้าย Mac สุดที่รักของเราด้วยตัวเราเองหรือเปล่า (เว้นแต่กรณีใช้งานเป็นคีย์บอร์ด Mac แบบต่อแยก จะติดซิลิโคนก็ติดไปเถอะ ไม่มีผลอะไรอยู่แล้ว)

5. Mac ไฟดูดเพราะเครื่องไฟรั่ว

ก่อนที่จะทำความเข้าใจว่าใช้งาน Mac แล้วทำไมไฟดูด ที่เชื่อได้ว่าหลายคนต้องพบเจอ ก็ต้องไปทำความรู้จักการเชื่อมต่อกับอแดปเตอร์ของ MacBook กันก่อน ที่ทาง Apple เรียกชื่อพอร์ตการเชื่อมต่อว่า Magsafe เพราะเป็นการเชื่อมต่อด้วยแม่เหล็ก ทำให้เเวลาถอดเข้าถอดออกทำได้สะดวก รวมไปถึงกรณีเดินเตะสายไฟ ตัวเครื่องก็จะไม่ตกลงไปด้วย โดยตัวของอแดปเตอร์เองมีการออกแบบให้สามารถพันสายที่ยาวเกินใช้งานได้ (เป็นข้อดีที่ใช้งานได้จริง)
นอกจากนี้ในชุดจัดจำหน่ายของ MacBook จะมาพร้อมกับหัวปลั๊กเชื่อมต่อ 2 แบบด้วยกัน แบบแรกจะเป็นแบบ 2 ขา ซึ่งเราสามารถสลับหัวปลั๊กไปมาอย่างง่ายๆ ด้วยการเลื่อนออก  อีกแบบหนึ่งก็จะเป็นแบบสายยาว ที่มีหัวเป็นแบบ 3 ขา รองรับการเชื่อมต่อไฟที่มีการติดตั้งสายดินเพิ่มเข้ามา ส่วน iMac หรือ Mac mini นั้นจะให้สายไฟแบบ 3 ขามาอยู่แล้ว
ซึ่งหากใครพบปัญหาโลกแตกว่าทำไมใช้งานเครื่อง Mac ที่ไม่ว่าจะเป็น Mac หรือ MacBook ก็ตาม ไฟก็จะดูดเวลาที่เราไปแตะตัวเครื่อง ก็ขอแนะนำว่าหากบ้านใครเดินระบบไฟแบบมีสายดินเอาไว้ ซึ่งสังเกตง่ายๆ ว่าจะเป็นปลั๊กแบบ 3 รู  ก็ให้ใช้ปลั๊กแบบ 3 ขา เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วจากตัวเครื่อง จากการที่ตัวเครื่องเป็นโลหะ ส่วนถ้าบ้านไหนยังเป็นแบบปลั๊ก 2 รูทั้งบ้านอยู่ แสดงว่าไม่ได้ติดสายดินเอาไว้
ก็คงจำเป็นต้องหาวัสดุที่เป็นฉนวนไฟฟ้าอย่างพรมหรือเก้าอี้ตัวเล็กมารอง ที่เท้าขณะใช้งาน MacBook รวมไปถึง Mac ที่เป็นอะลูมิเนียมทั้งหมด เพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่วออกมา ซึ่งถือแม้จะรั่วเพียงเล็กน้อยที่บางคนอาจจะทนได้ แต่หลายๆ คนก็อาจจะเกิดอาการรำคาญหรือต้องใช้งานระวังไม่ให้เท้าแตะพื้นอยู่ตลอดเวลา
เรียกได้ว่าการที่เครื่อง Mac นั้นมีไฟฟ้ารั่วออกมาคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถแก้ไขปัญหาได้นะครับ เพราะบอกไว้ก่อนว่าโดนไฟดูดบ่อยๆ ไม่ดีนะครับ เดี๋ยวเป็นหมันกันพอดี (ฮา)
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ บทความ 5 เรื่องโง่ของคนใช้ Mac ที่คุณควรรู้ !!! ที่เชื่อว่าคงโดนใจไปหลายๆ คนแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Mac, Macbook หรือ OS X เอาเป็นว่าใครสงสัยหรืออยากแชร์ความคิดเห็นอะไรหลังจากนี้ ก็สามารถโพสลงที่บทความนี้ได้เลย ทางผู้เขียนจะมาร่วมพูดคุยแบ่งบันความคิดเห็นอีกทีครับ
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ