วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

6 เหตุผลโดนๆ ของคนอยากเปลี่ยนโน๊ตบุ๊ค

6 เหตุผลโดนๆ ของคนอยากเปลี่ยนโน๊ตบุ๊ค

หลายต่อหลายคนเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คเป็นว่าเล่น แต่หลายคนก็เลือกเปลี่ยนกันแบบนานๆ ครั้ง เพราะอย่าลืมว่าแม้โน๊ตบุ๊คจะราคาไม่ได้แพงเหมือนในอดีตแล้วก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายหลักหมื่นกันเลยทีเดียว
โดยเหตุผลในการเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ยิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ที่ออกมา ไม่ได้มีแค่คุณลักษณะที่เน้นความเร็ว แรงหรือบางเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของฟีเจอร์ ขนาด ฟังก์ชันการใช้งาน เทคโนโลยีและเรื่องของการใช้พลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน จึงทำให้มีหลายปัจจัย ที่จะทำให้ผู้ใช้เลือกที่จะเปลี่ยนโน๊ตบุ๊กหรือซื้อโน๊ตบุ๊คใหม่ ไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ดี ลองมาวิเคราะห์กันดีกว่าว่ามีสัญญาณใด ที่จะบอกให้ทราบได้ว่า ได้เวลาเปลี่ยนโน๊ตบุ๊กตัวใหม่ได้แล้ว
1.ทำงานช้าเกินไป
เป็นเหตุผลที่ค่อนข้างเบสิคที่หลายคนเลือกนำมาใช้ เวลาที่จะเปลี่ยนโน๊ตบุ๊ค โดยยกเอาเรื่องของประสิทธิภาพมาเป็นเรื่องหลัก ซึ่งดูจะมีน้ำหนักมากทีเดียว สำหรับบางคนก็น่าเห็นใจ เพราะที่ใช้อยู่ก็นานมากแล้ว ตั้งแต่ Windows XP จนบัดนี้ก้าวไปเป็น Windows 8.1 แล้ว ก็ยังใช้งานอยู่ แม้จะใช้งานทั่วไปได้ แต่ก็ช้ามาก บางครั้งเปิดโปรแกรมก็ต้องรอกันนานเลยทีเดียว อย่างนี้ก็น่าจะได้เวลาเปลี่ยน แต่สำหรับบางกลุ่มที่เจอผลกระทบค่อนข้างมากก็คือ เกมเมอร์ เพราะแนวโน้มของเกมมีความต้องการทรัพยากรสูงขึ้นตลอดเวลา ยิ่งถ้าอยากได้ภาพเนียนๆ เฟรมเรตต่อเนื่องด้วยแล้ว บางทีเครื่องที่ใช้อยู่อาจจะไม่สามารถทำได้เหมือนเดิม แต่ในกรณีนี้ถ้ายังไม่อยากเปลี่ยน ก็คงต้องลองปรับตั้งค่าต่างๆ ในการเล่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Resolution, Detail หรือ Effect ก็ยังพอเล่นไปได้อีกสักระยะ แต่ถ้าเล่นแล้วไม่สนุกได้เหมือนเดิม ก็คงต้องเปลี่ยน
2.ไม่รองรับกับอุปกรณ์ใหม่ๆ
เป็นเรื่องที่หลายๆ พอจะเข้าใจดี เพราะบางครั้งก็ส่งผลต่อศักยภาพในการทำงานอยู่ด้วยเช่นกัน เพราะในเมื่ออุปกรณ์ที่ต่อพ่วงอยู่ทำงานช้า ก็ย่อมจะทำให้การทำงานช้าลงไปด้วย อย่างเช่น ปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบ USB 3.0 กันไปหมดแล้วหรือบางทีต้องไปต่อกับโปรเจกต์เตอร์ผ่านพอร์ต HDMI ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากโน๊ตบุ๊คที่มีเก่าเกินไป ไม่มีพอร์ตรองรับ ครั้นจะไปซื้ออแดปเตอร์มาต่อพ่วงก็ไม่สะดวก เพราะไม่คุ้มกัน อย่างนี้ก็เป็นเหตุผลที่น่าเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คใหม่ ก่อนที่จะไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้
 
3.เก็บไฟไม่อยู่
เรื่องสามัญของผู้ใช้โน๊ตบุ๊คหลายๆ คน ซึ่งตามจริงแล้วอาจจะเข้าไปอยู่ในกลุ่มของสาเหตุความเสียหาย แต่ดูแล้วว่าน่าจะเป็นประเด็นใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุผลคล้ายกับแบตฯ มือถือเสื่อม แล้วต้องเปลี่ยนเครื่อง เลยนำเอามาเป็นเรื่องหลักที่ต้องแยกออกมาอย่างชัดเจน เพราะเรื่องของแบตฯ โน๊ตบุ๊คต้องบอกว่าเป็นเรื่องใหญ่ หากเสียหรือเสื่อมไป ประสิทธิภาพและการใช้งานก็จะไม่เหมือนเดิม นอกจากนี้แล้วยังส่งผลต่อการใช้งานนอกสถานที่อีกด้วย เพราะจะมาชาร์จกันบ่อยๆ ก็คงไม่สะดวกนัก แม้ว่าในท้องตลาดเวลานี้จะมีแบตฯ ทั้งแท้และเทียบให้เลือกเปลี่ยน รวมถึงมีร้านซ่อมแบตฯ โน๊ตบุ๊คก็ตาม แต่เมื่อดูสนนราคาแล้ว บางรุ่นราคา 4-5 พันบาท เปลี่ยนไปก็คงจะดูไม่คุ้มนัก ยิ่งเปลี่ยนของเทียบ ถึงจะถูก ก็ต้องมาระแวงในเรื่องของประสิทธิภาพและการเก็บประจุ สู้ซื้อโน๊ตบุ๊คใหม่ สบายใจกว่าเยอะ
4.เข้ากับการใช้งานในชีวิตประจำวันไม่ได้
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนตัว จริงๆ แล้วก็คงคล้ายกัน สิ่งที่จะกล่าวถึงก็คือ บางครั้งวิถีชีวิตคนเปลี่ยนไป บางทีโน๊ตบุ๊คที่ใช้ไม่สามารถตอบโจทย์ได้เหมือนเดิม อย่างเช่น ต้องพกโน๊ตบุ๊คเดินทางกลับบ้าน ที่เคยอยู่ใกล้ออฟฟิศ ต้องย้ายที่ไปไกล จะแบกโน๊ตบุ๊คตัวใหญ่ไปด้วยก็คงจะแย่หรือต้องทำงานนอกสถานที่บ่อย ก็ต้องเปลี่ยนเป็นโน๊ตบุ๊คที่กินไฟน้อยลง บางคนต้องการหน้าจอที่กว้างขึ้นสำหรับใช้งานที่เฉพาะเจาะจง โน๊ตบุ๊คตัวเดิมจอ 12” ก็คงไม่ตอบโจทย์นัก สาเหตุที่ควรจะต้องเปลี่ยนก็เพราะ ขึ้นชื่อว่าใช้ในชีวิตประจำวัน นั่นก็หมายถึงว่าต้องใช้อยู่ด้วยเป็นเวลานานๆ หากตอบสนองการทำงานไม่ได้ตามใจแล้ว ก็จะทำให้เสียเวลาและอาจลดประสิทธิภาพในการทำงานลง ซึ่งไม่คุ้มกันอย่างแน่นอน
5.เริ่มมีความเสียหาย
เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องทำการเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คอย่างเร่งด่วน เพราะบางอาการถ้าเสียก็จะหมายความว่าทำงานไม่ได้เลย อย่างเช่น เครื่องร้อน ติดๆ ดับๆ หน้าจอแสดงผลไม่ครบ สีเพี้ยน เข้าระบบไม่ได้ ฮาร์ดดิสก์ไม่ทำงาน เพราะในเมื่อเปิดขึ้นมาทำงานไม่ได้ โน๊ตบุ๊คก็แทบจะหมดประโยชน์ในทันที ยกเว้นว่าจะเกิดอาการอย่างเช่น เห็นแรมไม่ครบ ไดรฟ์เปิดไม่ได้ พอร์ต USB เสียหรือแม้แต่ทัชแพดพัง ก็ยังพอหาอุปกรณ์มาใช้ทดแทน แต่แม้อาการหนักๆ จะซ่อมได้ก็ตาม แต่บางทีก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูง ความคงทนอาจไม่เหมือนเดิมหรือมีอาการอื่นแทรกซ้อนตามมา ก็ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจได้เหมือนเดิมนั่นเอง ในข้อนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบุคคล
6.เงินเหลือ เบื่อของเก่า
ในข้อนี้ก็ไม่ว่ากันเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยและเงินในกระเป๋าของแต่ละคน ก็อยากให้มองว่าโน๊ตบุ๊คก็ไม่ได้ต่างไปจากอุปกรณ์ไอทีทั่วไป บางครั้งใช้มานานอาจจะอยากเปลี่ยนให้เข้ากับยุคหรือเทรนด์ที่กำลังมา รวมถึงเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการใช้งานและวิถีชีวิต แม้จะมีโน๊ตบุ๊คตัวเดิมที่ยังใช้งานได้ดีอยู่ แต่ยังพอมีกำลังทรัพย์ที่จะเปลี่ยนตัวใหม่ให้ดียิ่งขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถ้าซื้อไปแล้วไม่ได้เดือดร้อนหรือได้ใช้งานตามที่ต้องการจริงๆ ก็ดูจะคุ้มค่ามากทีเดียว ซึ่งบางคนก็อาจจะขายตัวเก่าหรือระบายให้กับคนใกล้ตัวไปใช้ประโยชน์ก็ยังได้ เช่นกัน
ส่วนสุดท้ายนี้ก็คงจะต้องกล่าวว่าเหตุผลบางอย่างในการเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คไม่ ได้เป็นคำตอบที่แท้จริง เพราะทุกสิ่งก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ใช้เอง ซึ่งบางทีก็ไม่ต้องมีเหตุผลมาก เพราะหลายคนใช้การตัดสินใจชั่วแวบเดียวในการเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คก็มี แต่สิ่งสุดท้ายก็คือ ควรต้องพิจารณาอย่างจริงๆ จังๆ เพื่อให้ได้โน๊ตบุ๊คที่คุ้มกับเงินที่จ่ายไปนั่นเอง
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

Galaxy S5 เริ่มกระบวนการผลิตเดือนมกราคมนี้ มี 2 เวอร์ชั่นให้เลือก พลาสติก และ โลหะ

 เริ่มกระบวนการผลิตเดือนมกราคมนี้ มี 2 เวอร์ชั่นให้เลือก พลาสติก และ โลหะ

ETNews สื่อดังในเกาหลีใต้ ได้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับ Samsung Galaxy S5 (S V) ว่า จะเปิดตัวทั้งหมด 2 เวอร์ชันด้วยกัน ได้แก่ รุ่นพรีเมียม ตัวเครื่องโลหะ กับรุ่นปกติ ที่เป็นพลาสติก และจะเริ่มกระบวนการผลิตได้ในเดือนมกราคม ปีหน้า
ส่วนหน่วยประมวลผลที่ใช้นั้น คาดว่า รุ่นพรีเมียม ตัวเครื่องโลหะ จะใช้ชิป Exynos 64-bit หรือ Snapdragon เวอร์ชันใหม่ล่าสุด นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับ RAM 3 GB, กล้องด้านหลัง 16 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี OIS, แบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh และรัน Android 4.4 KitKat
สำหรับกำหนดการเปิดตัว Samsung Galaxy S5 คาดว่า เป็นเดือนมีนาคม - เมษายน ปีหน้า - phonearena.com
ภาพหลุด ชิ้นส่วน Samsung Galaxy S5 คาด วัสดุด้านหลังจะแบบ Metallic
เว็บไซต์ต่างประเทศได้มีการเปิดเผยภาพหลุด ชิ้นส่วน ที่คาดว่าเป็นชิ้นส่วนด้านหลังของตัวเครื่อง Samsung Galaxy S5 ที่มีการเปลี่ยนจากพลาสติกธรรมดา มาเป็นแบบ Metallic โดยภาพหลุดดังกล่าวนั้นได้เผยให้เห็นโครงสร้างของตัวเครื่องบางส่วน เช่น ตำแหน่งของพอร์ต microUSB รวมถึง ช่องเชื่อมต่อชุดหูฟัง อย่างไรก็ดี ภาพดังกล่าวนั้นได้หลุดมาจากพนักงานของซัมซุงเองครับ - talkandroid.com
Samsung Galaxy S5 มาพร้อมหน้าจอ 5.3 นิ้ว ความละเอียด 2560x1440 พิกเซล
เว็บไซต์ phonearena.com ได้เผยรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับ Samsung Galaxy S5 (S V) หลังได้รับข้อมูลจาก นักวิเคราะห์ ที่เข้าร่วมงานประชุม Samsung Analyst Day เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า Samsung Galaxy S5 จะมาพร้อมหน้าจอขนาด 5.3 นิ้ว ความละเอียด 2560 x 1440 พิกเซล เลยทีเดียว
นอกจากนี้ Samsung Galaxy S5 จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของซัมซุง ที่มาพร้อมหน้าจอความละเอียดสูงถึง 560 ppi อีกด้วย
อย่างไรก็ดี ข้อมูลดังกล่าว ยังไม่ได้รับการยืนยันจากซัมซุงว่า เป็นความจริงหรือไม่ - phonearena.com
Samsung Galaxy S5 เพิ่มคุณสมบัติในการกันน้ำได้
สำนักข่าว ET News ในประเทศเกาหลีใต้ เผยว่า Samsung Galaxy S5 จะเพิ่มคุณสมบัติในการกันน้ำ กันฝุ่น แบบเดียวกับ Samsung Galaxy S4 Active นอกจากนี้ ยังเพิ่มคุณสมบัติในการกันกระแทกอีกด้วย
โดยความสามารถในการกันน้ำ กันฝุ่นนี้ เริ่มนำมาใช้บนสมาร์ทโฟนมากขึ้น อย่างเช่น Sony Xperia Z และ Sony Xperia Z1 ที่ชูจุดเด่นด้านการกันน้ำ กันฝุ่น เป็นหลัก ซึ่งแหล่งข่าวเผยว่า ถึงแม้ Samsung Galaxy S5 จะเพิ่มคุณสมบัติด้านการกันน้ำ กันฝุ่นเข้ามา ในส่วนของสเปคก็ยังคงความแรงระดับเทพ ไม่มีการดาวน์เกรดสเปคลงแต่อย่างใด
สำหรับข้อมูลดังกล่าว ยังไม่ได้รับการยืนยันใดๆ จากซัมซุง - androidcritics.com
วงในเผย Samsung Galaxy S5 เปิดตัว มกราคม ปีหน้า
สำนักข่าวแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ อ้างอิงข้อมูลจากวงในซัมซุง โดยเผยว่า Samsung Galaxy S5 สมาร์ทโฟนรุ่นถัดไปของซัมซุง จะเปิดตัวในเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งถือว่า เปิดตัวเร็วกว่ากำหนด เนื่องจากยอดขาย Samsung Galaxy S4 ไม่เป็นไปตามเป้า
ส่วนสเปคแบบไม่เป็นทางการของ Samsung Galaxy S5 ก็คือ มาพร้อมกับชิปเซ็ต Exynos 5430 ซึ่งเป็นแบบ 64-bit และกล้องด้านหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ให้ถ่ายรูปในที่แสงน้อยได้สว่างขึ้น ชัดขึ้ัน 8 เท่า
อย่างไรก็ดี กำหนดการเปิดตัว Samsung Galaxy S5 ยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางซัมซุงแต่อย่างใด - gsmarena.com
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ จาก Thaimobilecenter

10 อันดับ งานต้องห้ามสำหรับหุ่นยนต์

ต้องยอมรับว่า หุ่นยนต์ ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยการทำงานที่รวดเร็ว ค่าแรงที่ถูกกว่า แถมยังไม่ปริปากบ่น จนหวั่นเกรงกันว่าสักวันหนึ่ง หุ่นยนต์อาจจะกวาดตำแหน่งงานดีๆ แทนมนุษย์ไปเสียหมด อย่างไรก็ดี บริษัท Silicon Valley ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมินิโซตาทำการจัดอันดับ 10 อาชีพการงานที่หุ่นยนต์ไม่มีทางแย่งงานจากมนุษย์
จะมีอะไรบ้างไปหาคำตอบพร้อมๆ กับ ทีมงาน toptenthailand กันเลยครับ
10. แผนกติดต่อสอบถามข้อมูล
อันดับ ที่ 10 ได้แก่ แผนกติดต่อสอบถามข้อมูล แม้ว่าจะมีการนำสมองกลไปใช้ตามธนาคารหรือ ร้านค้าออนไลน์ แต่ว่าความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม ภาษา อาจสร้างความอึดอัดให้กับผู้มาติดต่อเมื่อสื่อสารกับหุ่นยนต์ อีกทั้งเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา หุ่นยนต์ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ เกิดเจอแขกสติแตก ทีมงานคิดว่าหุ่นยนต์รังแต่จะสร้างปัญหาให้แก่แขกมากขึ้นเท่านั้นแหละครับ
9. ครู อาจารย์
อันดับ ที่ 9 ได้แก่ ครู อาจารย์ จริงอยู่ที่สมัยนี้จะมีการใช้วิดีโอและสื่อการสอนจาก คอมพิวเตอร์เพื่อปรับหลักสูตรการเรียนให้ดีขึ้น แต่พื้นฐาน ของนักเรียนแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน จึงต้องมีครูคอยช่วยชี้แนะ ขืนให้หุ่นยนต์มาสอน เจอเด็กเฮี้ยวๆก็ตายกันพอดี หรือเจอเด็กๆตามไม่ทันคนอื่นอีกละ (ถ้าเป็น ทีมงานคงหาเรื่องแกล้งหุ่นยนต์คุณครูทั้งวันแทนล่ะนะ ฮาฮา)
8. ช่างซ่อมบำรุงแหล่งพลังงานใหม่
อันดับ ที่ 8 ได้แก่ ช่างซ่อมบำรุงแหล่งพลังงานใหม่ ช่างซ่อมบำรุงแหล่งพลังงานใหม่ ซึ่งพลังงานทางเลือกจำพวกพลังงานและโซลาร์เซลล์นั้น ไม่สามารถใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนได้ เนื่องจากสภาพอากาศล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เอื้ออำนวยต่อเครื่องจักรกลอย่างหุ่น ยนต์ แน่นอนล่ะหุ่นยนต์ไม่ถึกเท่ามนุษย์หรอก ทีมงานรับรอง
7. สื่อสารมวลชน
อันดับ ที่ 7 ได้แก่ สื่อสารมวลชน แม้ว่าสมัยนี้ข้อมูลจะสามารถหาได้ง่ายจากคอมพิวเตอร์ แต่ตลาดงานยังคงต้องการความคิดใหม่ๆจากมนุษย์ในการเพิ่มเติมข้อมูลให้มากและ ทันสมัยขึ้น ตัวอย่างเช่น การออกแบบหน้าและการเขียนคอลัมน์ มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถออกไอเดียและความคิดเห็นที่แปลกใหม่ได้ ลองให้หุ่นยนต์ทำซิ เราก็จะได้อ่านแต่แบบเดิมๆ แพทเทิร์นเดิมๆ ทีมงานว่าน่าเบื่อตายชัก
6. นักการเมือง
อันดับที่ 6 ได้แก่ นักการเมือง อาชีพนี้เป็นตำแหน่งระดับผู้บริหารประเทศ คงไม่มีใครสมัครใจให้หุ่นยนต์เข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศ รับมือการชุมนุม หรือกำหนดนโยบายบริหารประเทศแทนนักการเมืองอย่างแน่นอน ถ้ามีอาจจะได้เห็นภาพหุ่นยนต์โดนต่อย โดนปาของใส่ โดนอัดคลิป ก็เป็นได้
5. ผู้ควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์
อันดับที่ 5 ได้แก่ ผู้ควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์ ยิ่งการเจริญเติมโตของเหล่าหุ่นยนต์มีมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งทำให้ความต้องการ บุคคลทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาแต่ละครั้งนั้น จะมีแต่มนุษย์เพียงคนเดียวที่สามารถเป็นผู้ป้อนข้อมูลคำสั่งเข้าไปในระบบ เพื่อออกคำสั่งให้แก่หุ่นยนต์ได้ ขืนให่้หุ่นยนต์ดูแลทั้งหมด ไม่แน่ว่าแฟนๆ อาจจะได้เห็นโลกเราเป็นเหมือนในหนังเรื่อง i-Robot ก็เป็นไปได้นะเออ
4. นักพัฒนาสิ่งแวดล้อม
อันดับที่ 4 ได้แก่ นักพัฒนาสิ่งแวดล้อม การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีจนสุดโด่งทำให้โลกต้องเผชิญหน้าและภาวะโลกร้อน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดความต้องการแรงงานคนในการคิดวิเคราะห์และวัดปริมาณ ของเสียที่ถูกปล่อยไปในแต่ละครั้งเนื่องจากงานเหล่านี้อาศัยความละเอียดและ ความชำนาญเฉพาะทางจนไม่สามารถให้หุ่นยนต์คำนวณแทนได้ และที่สำคัญหุ่นยนต์ครงไม่ได้เป็นแกนนำ หรือ ทำหน้าที่ดูแลรักโลก ให้เราได้ ยกเว้นจะเป็นเครื่องทุ่นแรงของเจ้าหน้าที่ (มนุษย์) อีกต่อหนึ่งซึ่ง ทีมงานเห็นด้วยเป็นที่สุด
3. งานดูแลเด็กและผู้สูงอายุ
อันดับ ที่ 3 ได้แก่ งานดูแลเด็กและผู้สูงอายุ แม้ว่าหุ่นยนต์จะสามารถช่วยอำนวยความสะดวกแก่เด็กหรือคนชราได้ แต่สิ่งที่หุ่นยนต์ยังขาดก็คือ การใช้หัวใจในการสื่อสาร เช่น การให้กำลังใจ การเช็ดน้ำตา สิ่งเหล่านี้มีเพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถรับรู้ความรู้สึกซึ่งกันและ กันได้ ขืนให้หุ่นยนต์ทำ ตอนเด็กร้องไห้ หรือ คนแก่เศร้าใจ จะปลอบกันยังไงละเนี่ย
2. ผู้พิพากษาและทนายความ
อันดับที่ 2 ได้แก่ ผู้พิพากษาและทนายความ หัวใจของการทำงานในสายอาชีพนี้คือการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตมนุษย์ เพราะการตัดสินในแต่ละครั้งมิใช่ไต่ส่วนโดยใช้แค่หลักฐานและเหตุผลเท่านั้น ทว่ายังต้องอ่านความคิดของอารมณ์ของคน ซึ่งเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่สามารถอ่านได้ แถมนักโทษคงไม่ค่อยจะพอใจแน่ หากถูกตัดสินโทษโดยใช้สิ่งมีชีวิตที่ปราศจากความเห็นใจ
1. กลุ่มบริการสุขภาพ
อันดับ ที่ 1 ได้แก่ กลุ่มบริการสุขภาพ มาถึงอันดับที่ 1 ของการจัดอันดับ toptenthailand ซักที นั้นก็คือ กลุ่มบริการสุขภาพ เช่น แพทย์ พยาบาล และนักกายภาพบำบัด โดยกลุ่มอาชีพนี้ต้องอาศัยการติดต่อพูดคุย พร้อมให้การรักษาทางตรงกับผู้ป่วย อีกทั้งยังต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ผู้ป่วยต่อละคนนั้นหายเป็น ปกติ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พบว่าหลายประเทศต่างพัฒนาหุ่นยนต์จำพวกพยาบาลและเภสัชกรเพื่อเป็นผู้ ช่วยแพทย์ในการจัดยาและดูแลผู้ป่วยที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้บางกรณี ซึ่งข้อนี้หุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน
ที่มา: www.toptenthailand.com

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เพราะเหตุใด Jailbreak แล้วหมดประกัน ??

 ??

คุณทราบกันหรือไม่ การ Jailbreak iPhone , iPad มีทั้งข้อดี และ ข้อเสีย ซึ่งข้อเสียที่ว่ามีแค่ข้อเดียวคือเครื่องจะหมดประกัน แต่ไม่หมดในทันที วันนี้เราจะมาทำการรู้จัก Jailbreak ซึ่งมันคือ Tools สวรรค์สำหรับคนใช้งาน แต่มันคือสิ่งที่ Apple จะเกลียดมากเป็นพิเศษ
ย้อนกลับไปเมื่อสมัยปี 2549 ถ้าจำไม่ผิดนะ Tools Jailbreak ตัวแรกได้ถูกปล่อยออกมาสมัย iPhone2G รุ่นแรกโดยฝีมือการทำของ Geo Hot หรือพี่โฟรโด้ของเรานั้นแหละ โดยที่สมัยก่อนหน้านั้น สรรพคุณของการ Jailbreak นั้นมีมากมายคณานับมาก ทำให้หลายๆคนอยากจะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน และช่องทางลัดต่างๆให้กับเครื่อง iPhone ของท่าน
โดยที่เครื่องมือหรือการตั้งค่าใดๆ ก็ตามใน Cydia ที่ได้จากการ Jailbreak นั้น มันไม่มีติดมากับเครื่องในตอนแรก ไม่ว่าจะเป็น SB Setting , หรือ การเปลี่ยนธีม หรือ จะเป็นการแอบดาวโหลดไฟล์ต่างๆ บน Yourtube หรือจะเปลี่ยนฟอนต์ต่างๆ ซึ่งในตอนแรกๆ นั้นไม่มีมาให้ใน App Store แต่เราจะได้เครื่องเหล่านี้จากการ Jailbreak แทบจะทั้งสิ้น ทำให้คนที่เล่น iPhone สมัยนั้นต้องการความสะดวกสบายในการปรับแต่งเครื่องต่างๆ เลยหันมาทำการ Jailbreak iPhone กันสนั่นหวั่นไหวครับ เพราะความสามารถที่เครื่องสามารถทำได้มากขึ้น และ น่าใช้งานมากขึ้นนั้นเอง

แต่สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ได้มาโดยง่ายๆ เพราะทุกครั้งที่มีการ Jailbreak ออกมาทาง Apple จะมีการกลบด้วยการปล่อย iOS ที่สูงกว่าออกมาเพื่อป้องกันการ Jailbreak และปรับปรุงในส่วนของบัคต่างๆ บนเครื่องให้หายไปด้วย ดังนั้นทุกครั้งที่ทาง Apple ปล่อยออกมาแก้ ทางทีม Jailbreak จะไม่สามารถทำการแก้ไขให้ตัว iOS ที่สูงกว่า Jailbreak ได้ เลยทำให้หลายๆคนแอบเซ็ง  แต่ไม่เพียงเท่านั้น การ Jailbreak ยังทำให้เครื่องของคุณหมดประกันได้ด้วย แต่มันจะไม่หมดทันทีที่คุณ Jailbreak แล้ว มันจะไปหมดประกันตอนที่คุณเอาเครื่องของคุณที่ Jailbreak ไปเข้าศูนย์แล้ว ศูนย์ตรวจเจอถึงจะหมดประกันในทันที
ดังนั้นก่อนนำเครื่องที่มีการ Jailbreak ไปเข้าศูนย์เพื่อส่งซ่อมหรือเคลมควรจะทำการ Restore เพื่อเอา Jailbreakออกจากเครื่องเสียก่อน จึงจะไม่หมดประกันในทันทีครับ สาเหตุที่ Apple ไม่ชอบการ Jailbreak นั้น เพราะว่าเหมือนเรากำลัง Hack เครื่องอยู่ด้วยการติดตั้งไฟล์ที่ทาง Apple ไม่อนุญาติผ่านทาง Cydia นั้นเองครับ
และความสามารถของการ Jailbreak อีก 1 อย่างที่น่าสนใจคือ App Crack ก็หมายถึงว่า หาก App ไหนเราไม่ได้ซื้อแต่เราอยากจะโหลดมาลงเอง เราก็แค่ทำการ Jailbreak และโหลดไฟล์ App นั้นมาติดตั้งได้เอง ก็เหมือนกับการโกงไปแล้วในตัวครับ และนีั้ไม่ใช่แค่ 1 ในสาเหตุ แต่การ Jailbreak ยังทำให้ผู้ใช้งานสามารถทะลุทะลวงไปหาความลับด้วยการเปิด Row File ภายในเครื่องของ Apple เพื่อดูการออกแบบ OS ได้อีกด้วย
ถ้าพูดง่ายๆก็คือมองในแง่คนใช้ ก็อาจจะมีผลดีกับเรามากมายที่เราค้นหาได้จากใน Cydia แต่ถ้ามองถึงผลร้ายก็อย่างที่บอกครับ มันไม่เลวร้ายอย่างที่ทุกคนกลัวกับการหมดประกัน เพียงแต่ว่าเราจะต้องใช้มันให้คุ้มและเป็นครับ ถึงจะน่าใช้งานครับ
สนับสนุนเนื้อหา: Dr.Bia

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สุสานออนไลน์ หลุมศพในโลกไซเบอร์

 หลุมศพในโลกไซเบอร์

ผมเชื่อว่าคนที่ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก ซึ่งทั่วโลกมีอยู่ราวๆ 1,200 ล้านคน อาจจะเคยสงสัยเหมือนกันว่าหากผู้ใช้งานเสียชีวิตไปแล้ว หน้าเฟซบุ๊กของคนๆ นั้นจะไปยังไงต่อ จากประสบการณ์เท่าที่ใช้เฟซบุ๊กมา หน้าเฟซบุ๊กคนๆ นั้นก็ยังคงอยู่ต่อไป น่าจะอยู่ไปตราบเท่าที่เฟซบุ๊กยังให้บริการอยู่ในโลกนี้ เพียงแต่จะไม่มีการอัพเดตอะไรใดๆ เหมือนเมื่อคนนั้นยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นเอง
แต่ก็จะยังคงมีการอัพเดตทางอ้อมขึ้นมาให้เห็นอยู่เหมือน อย่างเช่นเมื่อไม่กี่วันก่อน บนหน้าเฟซบุ๊กของผมก็มีข้อความและภาพบนเฟซบุ๊กของคนรู้จักที่เสียชีวิตไปแล้วอัพเดตขึ้นมา ไม่ใช่ว่าวิญญาณลุกจากหลุมมาอัพเดตหรอกครับ แต่เกิดจากเพื่อนของเขาสักคนแท็กรูปภาพอะไรสักอย่างไปที่เฟซบุ๊กของเขา และเนื่องจากเขาผู้เสียชีวิตไปแล้วเป็นเพื่อนกับผมบนเฟซบุ๊ก เมื่อเขาถูกแท็ก มันก็มาแสดงที่หน้าไทม์ไลน์ของผมด้วย
นั่นหมายความว่าในสังคมเสมือนจริงอันกว้างใหญ่ไพศาลของเฟซบุ๊กนั้นมีปะปนกันไปทั้งคนเป็นและคนตาย เพียงแต่จำนวนบัญชีผู้ใช้งานที่เสียชีวิตไปแล้วมีไม่มากเพราะเฟซบุ๊กเกิดมาไม่นาน
แน่นอนว่ามีคนสงสัยว่าอีกนานไหมกว่าที่จำนวนผู้ใช้งานที่เสียชีวิตแล้วจะมีมากกว่าจะนวนผู้ใช้งานที่ยังมีชีวิต
คำถามนี้ถูกส่งไปถามที่เว็บไซต์what-if.xkcd.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์บริการค้นหาคำตอบจากคำถามที่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้า... และคำตอบจากคำถามดังกล่าวก็คือ ราวๆ ทศวรรษ 2060 หรือไม่ก็ 2130 คนเฟซบุ๊กจะมีบัญชีผู้ใช้งานที่เสียชีวิตไปแล้วมากกว่าคนที่ยังมีชีวิต
คำตอบไม่ได้มั่วๆ มาตอบนะครับ แต่คำนวณโดยหลักการทางคณิตศาสตร์และสถิติ พิจารณาอัตราการเติบโต และอายุเฉลี่ยของผู้ใช้งานประกอบ แต่ที่มีคำตอบสองคำตอบเพราะคำตอบแรกใช้แนวโน้มการเติบโตและตกต่ำหรือวงจรชีวิตโดยเฉลี่ยของเว็บไซต์มารวมเป็นปัจจัยหนึ่งด้วยขณะที่คำตอบหลังอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเฟซบุ๊กจะเติบโตไปเรื่อยๆ
เฟซบุ๊กมีนโยบายให้บัญชีผู้ใช้งานที่เสียชีวิตแล้วเป็นเสมือนอนุสรณ์แห่งความทรงจำสำหรับญาติพี่น้องเพื่อนพ้องได้ต่อไปโดยญาติพี่น้องต้องแจ้งไปยังเฟซบุ๊ก หลังจากนั้นบัญชีจะไม่มีใครล็อกอินเข้าไปได้ แต่ยังมีอยู่ และอะไรที่ผู้เสียชีวิตเคยแชร์ไว้ก็จะยังเข้าถึงได้เหมือนเดิม
ที่สำคัญคือยังส่งข้อความส่วนตัวถึงผู้เสียชีวิตได้เหมือนเดิม
จะว่าไปแล้ววิธีนี้ก็เหมือนแปรสภาพให้เฟซบุ๊กเป็นเหมือนหลุมศพออนไลน์ของคนที่เสียชีวิตไปแล้วนั่นเองแต่ไม่ใช่สุสานออนไลน์ เพราะจะไปเปิดบัญชีให้ผู้เสียชีวิตเพื่อเป็นหลุมศพออนไลน์ไม่ได้
ถ้าสุสานออนไลน์ต้องที่เว็บ www.neshama.info ของอิสราเอลที่เพิ่งเปิดไม่นานมานี้ครับ เว็บนี้เปิดมาให้สามารถไปสร้างเพจที่เปรียบเสมือนหลุมศพหรืออนุสรณ์สถานออนไลน์สำหรับผู้ตายได้เปิดเพจ อัพโหลดภาพหลุมศพ และเปิดให้เข้าไปเขียนไว้อาลัย เรื่องราวความทรงจำ ภาพถ่าย วิดีโอ ฯลฯ ได้หมด
ปัจจุบันเนชามามีภาพถ่ายสุสานในอิสราเอล 5 แห่ง และภาพถ่ายหลุมฝังศพกว่า 120,000 หลุม
มีบริการพิเศษคือสร้างเพจล่วงหน้าของตัวเองไว้ก่อนตายด้วยครับ
แต่อย่าลืมว่าสุสานออนไลน์เนชามาเป็นเรื่องของการรำลึกผู้จากไปด้วยวิธีใหม่ในโลกออนไลน์เป็นเว็บไซต์ขึงขังจริงจัง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แบบโซเชียลเน็ตเวิร์กทั่วๆ ไป
ที่มา : นสพ.มติชน
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กสทช. สั่งโอเปอร์เตอร์ทุกค่าย ห้ามตัดสัญญาณมือถือในพื้นที่ชุมนุม

กสทช. สั่งโอเปอร์เตอร์ทุกค่าย ห้ามตัดสัญญาณมือถือในพื้นที่ชุมนุม

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ตามที่ได้มีการชุมนุมทางการเมือง และมีการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงในหลายพื้นที่ นั้น อาจทำให้การสื่อสารในพื้นที่ดังกล่าวเกิดการคับคั่งของสัญญาณ สำนักงาน กสทช. จึงได้สั่งการให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายดูแลและตรวจสอบคุณภาพสัญญาณให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะนี้ยังไม่มีการประสานจากหน่วยงานใดให้ตัดสัญญาณ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าจะสามารถใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ตามปกติ และหากพบปัญหาจากการใช้บริการสามารถแจ้ง และร้องเรียนมาที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน สำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 ได้ทันที
เป็นหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. โดยตรงที่จะดูแลประชาชนผู้ใช้บริการให้ได้รับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีประสิทธิภาพ นายฐากร กล่าว
สำหรับวันนี้ 25 พฤศจิกายน ซึ่งมีการชุมนุมกระจายกันหลายจุด รวมถึงสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีทุกช่องด้วย จากที่ทีมงาน it24hrs และ ผู้สื่อข่าวภาคสนามช่อง 3 ได้ใช้งานโทรศัพท์มือถือขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมมาชุมนุม ณ ที่อาคารมาลีนนท์นั้น พบว่ายังสามารถโทรศัพท์คุยได้ตามปกติ แต่ ในเรื่องส่งข้อมูลผ่านทางระบบ  นั้นส่งได้ช้า รวมทั้งหลุดในบางครั้ง คาดว่าเพราะมีผู้ใช้งานซึ่งเป็นผู้ชุมนุมนี้ ใช้งาน 3G จำนวนมากในการโพสต์รูปภาพ โพสสถานะต่างๆขึ้น Social Network ซึ่งยังไม่พบว่ามีการตัดสัญญาณโทรศัพท์
ขอบคุณที่มา: www.it24hrs.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

ขาย iPad 4, iPad mini ไปซื้อ iPad 5, iPad mini Retina ดีไหม? คุ้มไหม?

ขาย iPad 4, iPad mini ไปซื้อ , iPad mini Retina ดีไหม? คุ้มไหม?

ก็เปิดตัวกันไปอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ กับ iPad Air หรือ iPad รุ่นที่ 5 รวมไปถึงยังมี iPad mini Retina ที่ต่อยอดมาจากความสำเร็จของ iPad mini อีกด้วย ซึ่งเชื่อได้เลยว่าหลายๆ คนให้ความสนใจ iPad รุ่นใหม่นี้ทั้งสองรุ่น เพราะจากการที่ได้รับการปรับปรุ่งเปลี่ยนแปลงพอสมควร ในราคาที่เท่าเดิม ทำให้บางคนอาจจะคิดขาย iPad เครื่องเก่ามาซื้อ iPad ใหม่ก็เป็นไปได้
ในบทความนี้เราก็เลยจะมานำเสนอกันหน่อยว่า ถ้าจะขาย iPad 4, iPad mini ไปซื้อ iPad 5, iPad mini Retina มันจะดีหรือเปล่า ที่ก่อนอื่นเราต้องมาดูกันว่า iPad รุ่นใหม่อย่าง iPad 5, iPad mini Retina มีอะไรที่เหนือกว่าบ้าง ซึ่งเดี๋ยวจะขอแยกกล่าวเป็นรุ่นๆ นะครับ

สิ่งที่ iPad Air เหนือกว่า iPad 4

  • ดีไซน์สวยกว่าเดิม โดยต่อยอดมาจาก iPad mini
  • ตัวเครื่องบางกว่า (7.4 ม.ม.) ทำให้พกพาได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • ตัวเครื่องเบากว่าเดิม (469 กรัม) ทำให้หยิบถือนานๆ ไม่เป็นภาระมาก
  • ตัวเครื่องเล็กกว่าเดิม ด้วยดีไซน์ใหม่ขอบจอด้านข้างแคบลง
  • ประสิทธิภาพแรงกว่าเดิม ด้วยชิปประมวลผล Apple A7
  • กล้องความละเอียดเท่าเดิมแต่มีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น
  • ไมโคโฟนติดตั้งมาเป็นแบบคู่ ทำให้คุณภาพดีกว่าเดิม
  • มีสีใหม่ให้เลือกคือ Space Gray (มาแทนสีดำแบบเดิมๆ)
  • ฟรีแอพพลิเคชั่น iPhoto, iMovie, GarageBand, Pages, Number, Keynote
เรียกได้ว่าจากข้อดีของ iPad Air ที่เหนือกว่า iPad 4 รุ่นก่อน มีอยู่หลากหลายข้อด้วยกัน แต่ที่เป็นปัจจัยจริงนอกเหนือจากสเปกที่ดีขึ้นน่าจะเป็นเรื่องของน้ำหนักและความบาง เพราะจะทำให้เราใช้งานได้ถนัดมือมากยิ่งขึ้น ถือได้นานมากยอ่ง นอนเล่นได้นานมากยิ่งขึ้น ซึ่งถึงแม้ว่าอาจจะดูไม่ใช่นวัตกรรมอะไรใหม่ๆ แต่ก็เป็นอะไรที่เราสามารถใช้งานได้จริงๆ และเป็นความต้องการที่เราต้องการจริงๆ
โดยในส่วนของราคาของ iPad Air ก็คาดการณ์ว่าคงจะมาเท่าเดิมคือเริ่มต้นที่ 16,500 บาท ซึ่งถ้าในตอนนี้ถ้าเราขาย iPad 4 เป็นของมือสองก็จะได้ประมาณ 12,000 บาท ((กรณีสภาพดีของครบ)) เทียบแล้วก็จะเห็นว่าเราจำเป็นต้องเพิ่มส่วนต่างประมาณ 4,500 บาท คิดง่ายๆ ลองนำไปหาร 365 วันก็จะพบว่าตกวันละ 12 บาทเท่านั้น ที่อย่างไรก็ตามตรงนี้แต่ละคนคงต้องคำนวณเองว่าเหมาะสมที่จะอัพเกรดเป็น iPad Air หรือเปล่า แต่โดยส่วนตัวแล้วถ้าเราเป็นคนที่ใช้งาน iPad เป็นประจำอยู่แล้ว ก็คุ้มค่าที่เปลี่ยนเป็น iPad Air นะครับ รับรองว่าอย่างน้อยๆ มือเราจะล้าน้อยลงอย่างแน่นอน

สิ่งที่ iPad mini Retina เหนือกว่า iPad mini

  • มาพร้อมหน้าจอเทคโนโลยี Retina Display ที่สวยกว่าเดิม
  • ความละเอียดอยู่ที่ 2048 x 1536 พิกเซล ที่ความหนาแน่นพิกเซล 326 ppi
  • ประสิทธิภาพแรงระดับ iPad Air เพราะใช้ชิป Apple A7 เหมือนกัน
  • สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนาน 10 ชั่วโมง
  • มีสีใหม่ให้เลือกคือ Space Gray (มาแทนสีดำแบบเดิมๆ)
  • ฟรีแอพพลิเคชั่น iPhoto, iMovie, GarageBand, Pages, Number, Keynote
หลักๆ เลยข้อดีที่ iPad mini Retina เหนือกว่ารุ่นก่อนก็คือ หน้าจอเป็นแบบ Retina Display ที่การันตีได้เลยว่าดีกว่าเดิมแบบรู้สึกได้ เพราะจากส่วนที่เคยใช้มาสำหรับ iPad mini รุ่นแรก ต้องบอกว่าหน้าค่อนข้างแย่ทีเดียว ฉะนั้นในรุ่นใหม่นี้ทาง Apple ก็เลยส่ง iPad mini รุ่นสองที่มาพร้อม Retina Display ตามคาด รวมไปถึงสเปกยังถือว่าจัดเต็ม ด้วยชิปประมวลผลตัวเดียวกับที่ใช้ใน iPad Air และ iPhone 5s ทีเดียว เรียกได้ว่าในเรื่องของวความช้าหรือประตุกทีเกิดขึ้นกับ iPad mini รุ่นเก่า จะไม่เกิดขึ้นกับ iPad mini Retina แน่นอน
สำหรับราคาของ iPad mini Retina ก็ถือว่าสูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย (คาดประมาณ 1,500 บาท) จากเดิมที่ iPad mini รุ่นเก่าขาย 11,500 บาท ก็อาจจะปรับขึ้นมาเป็น 12,900 บาท ซึ่งในตอนนี้ถ้าเราจะขาย iPad mini เป็นมือสองล่ะก็จะอยู่ที่ประมาณ 8,000 - 9,000 บาท (กรณีสภาพดีของครบ) แน่นอนว่าในการเพิ่มส่วนต่าง อาจจำเป็นต้องเพิ่มประมาณ 4,000 - 5,000 บาทเลยทีเดียว แต่ถ้าถามว่าคุ้มค่าไหม คงขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละคน ซึ่งน้อยๆ สมมุติว่าเราขายรุ่นเก่ามาซื้อ iPad mini Retina ก็รับประกันได้ว่า เราจะได้ประสบการณ์ใช้งานที่เยี่ยมยอดมากกว่าเดิมแน่นอน จากการที่หน้าจอมีความสวยงามและละเอียดขึ้น อีกทั้งการใช้งานต่างๆ ก็มีความลื่นไหลจากสเปกที่ใหม่ล่าสุด
สรุปง่ายๆ สำหรับคนที่มีความคิดที่จะ iPad 4, iPad mini แล้วไปซื้อ iPad 5 หรือ iPad mini Retina ล่ะก็ ต้องบอกว่าคุ้มค่าและเหมาะสมครับ สำหรับคนที่ใช้งาน iPad เป็นประจำและให้ความสำคัญในเรื่องของประสบการณ์ใช้งานที่ดี ที่สำคัญยังได้แอพพลิเคชั่นที่เคยเสียเงินมาใช้งานฟรีๆ อีกด้วย อย่าง iPhoto, iMovie, GarageBand, Pages, Number, Keynote ซึ่งนับได้ว่าเป็นแอพพลิเคชั่นระดับคุณภาพของทาง Apple ทั้งนั้น
ส่วนใครถ้าคิดว่า iPad ไม่ค่อยได้ใช้งานมากนัก หรือก็ยังพอใช้งานได้อยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องตามกระแสไปซื้อรุ่นใหม่ตามคนอื่นนะครับ เพราะเป็นการจ่ายเงินที่ไม่เหมาะสมเท่าไหร่เลย (ซื้อมาก็ไม่ค่อยจะได้ใช้)
สนับสนุนเนื้อหา: http://notebookspec.com/ขาย-ipad-4-ipad-mini-ไปซื้อ-ipad-5-ipad-mini-retina-ดีไหม-คุ้มไหม/199823
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com