วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คอมกับมือถือจะซื้อมาใช้งาน ควรให้ความสำคัญอะไรมากกว่ากัน

คอมกับมือถือจะซื้อมาใช้งาน ควรให้ความสำคัญอะไรมากกว่ากัน

เรียกได้ว่าในปัจจุบันในส่วนของสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต (ขอเรียกรวมๆ ว่ามือถือ) ก็ได้กลายเป็นอีกเครื่องหนึ่งของเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนั่นมาจากความสามารถที่ครบครันทำให้เราสามารถทำงานได้ผ่านทางสมาร์ท โฟนหรือแท็บเล็ตได้ทันที อาทิ การใช้งานอีเมลเพื่อใช้งานติดต่อสื่อสารหรือทำธุระ หรือไม่ก็ใช้งานโซเซียลเน็ตเวิร์คผ่านทางแอพพลิเคชั่นต่างๆ รวมไปถึงความบันเทิงที่หาได้จากการเล่นเกม ดูหนังหรือฟังเพลง บนมือถือเครื่องนี้เพียงเครื่องเดียว
ด้วยความที่ว่ามีประสิทธิภาพการทำงานครบครันแต่มีขนาดตัวเครื่องที่เล็ก ทำให้เราสามารถพกพาไปใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา (ที่มีอินเตอร์เน็ต) เรียกได้ว่ามีโอกาสได้หยิบขึ้นมาใช้งานกว่ากว่าการพกพาโน้ตบุ๊คแน่นอน ที่สำคัญหลายๆ คนยังคิดว่าเป็นเครื่องมือสัญลักษณ์บ่งบอกความเป็นตัวตนได้อีกด้วย อาทิเช่น ใช้ iPhone หรือสมาร์ทโฟนตัวท๊อปแบรนด์อื่นๆ ก็ดูสวยงามหรูหราและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เชื่อได้ว่าใครๆ ก็อยากจะเลือกใช้งานของที่ดีที่สุดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก มือถือ แท็บเล็ต แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้หลายๆ คนกลับมาคิดว่าตัวเองนั้นต้องให้ความสำคัญอะไรมากกว่ากัน เพราะจะได้เลือกซื้ออุปกรณ์นั้นๆ มาใช้งานได้อย่างมีประโยนช์และได้ใช้งานจริงๆ มากที่สุด
ยกกรณีตัวอย่างเป็นเพื่อนของผู้เขียนเอง เค้ามีเงินอยู่ 40,000 บาท ต้องการซื้อมือถือและโน้ตบุ๊คอย่างละเครื่อง โดยในส่วนของมือถือได้เลือกซื้อเป็น iPhone 5s ราคาประมาณสองหมื่นบาทกว่าๆ ทำให้เหลือเงินที่จะซื้อคอมพิวเตอร์ไม่ถึง 20,000 บาท ซึ่งเค้าก็คิดแล้วว่าต้องการคอมพิวเตอร์มาใช้งานทั่วไปเท่านั้น ขนาดหน้าจอเป็น 14 นิ้ว สเปกพอใช้งานทั่วไปก็พอแล้ว เพราะทุกวันนี้เปิดคอมมาทีก็เพื่อพิมพ์งานหรือดูหนังเท่านั้นเอง
หรืออีกกรณีมีงบเท่ากันคือ 40,000 บาท ทางฝั่งเพื่อนคนนี้ต้องการมือถือที่พอใช้งานได้ แต่โน้ตบุ๊คของแรงๆ ไว้ก่อน เพื่อที่จะเอามาเล่นเกม 3 มิติ ทำให้ในการเลือกซื้อมือถือขอเป็นเพียงสมาร์ทโฟนราคาหมื่นบาทระดับกลางๆ ที่พอใช้งานโซเซียลเน็ตเวิร์คได้ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งทางโน้ตบุ๊คที่เลือกซื้อนั้น ได้เลือกที่ใช้ชิปประมวลผลเป็น Core i7 พร้อมการ์ดจอแยกประมาสิทธิภาพดี โดยราคาก็ตกอยู่ที่ประมาณเกือบ 30,000 บาท
โดยถ้าวัดความสำคัญกับการเลือกซื้อของอุปกรณ์ทั้งสองอย่างหลักๆ ก็จะแบ่งออกมาได้ ดังต่อไปนี้

คนที่ให้ความสำคัญกับการซื้อมือถือใหม่มากกว่าคอมใหม่

  • ไม่ค่อยได้เปิดใช้คอมพิวเตอร์ของตัวเองนัก
  • มีคอมพิวเตอร์ใช้งานที่ออฟฟิศอยู่แล้ว
  • คอมพิวเตอร์เพิ่งซื้อมาใหม่ ยังใช้งานได้สมบูรณ์อยู่
  • ทุกวันนี้ก็ใช้มือถือทดแทนคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว
  • ไม่ได้มีงานเฉพาะทางที่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัว
  • คิดว่าคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าก็ยังใช้งานได้ดีอยู่
  • มือถือรุ่นเก่าใช้งานไม่ไหวแล้ว ต้องซื้อใหม่เสียที
  • มีมือถือรุ่นที่อยากได้ตั้งไว้ในใจอยู่แล้ว

คนที่ให้ความสำคัญกับการซื้อคอมใหม่มากกว่ามือถือ

  • มือถือรุ่นอะไรก็ได้ เพราะใช้งานแค่โทรเข้าออก
  • จำเป็นต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนตัวอยู่ทุกๆ วัน
  • มือถือเพิ่งซื้อมาใหม่ ใช้งานได้ดีเยี่ยมอยู่แล้ว
  • คอมพิวเตอร์ต้องมีประสิทธิภาพดีอยู่ตลอด (อาทิ การนำไปเล่นเกม)
  • งานที่ทำไม้สามารถใช้มือถือทดแทนคอมพิวเตอร์ได้
  • มือถือเครื่องเดิมก็ยังใช้งานได้โอเคอยู่
  • คอมพิวเตอร์เครื่องเก่าเริ่มทำงานไม่ไหวแล้ว
  • มีคอมพิวเตอร์รุ่นที่ต้องการ และมีแผนจะซื้ออยู่แล้ว
สรุปง่ายๆ สั้นๆ คงอยู่ที่คนนั้นจริงๆ นะครับ ว่าเค้ามีความต้องการแบบใดแล้วจึงให้ความสำคัญไปทางนั้น หรือถ้าใครมีงบประมาณเหลือๆ จะเน้นหนักไปทั้งมือถือทั้งคอมก็ทำได้นะครับ อันนี้คงไม่ว่ากัน
ยังไงเพื่อนๆ คิดเห็นอย่างก็ลองมาแชร์กันหน่อยนะครับ
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Galaxy S3 พบปัญหาหลังใช้ Android 4.3

 พบปัญหาหลังใช้ Android 4.3

ทันทีที่ Samsung เปิดให้ Galaxy S3 ได้อัพเดตเป็น Android 4.3 Jelly Bean ผู้ใช้หลายรายกลับพบปัญหาในระหว่างใช้งาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ Galaxy S3 ที่ยังไม่ได้อัพเดตอาจต้องพิจารณาให้ดีอีกครั้ง
samsung-premium-suite-android-4.3
โดยปัญหาที่พบครั้งนี้เกิดขึ้นใน Galaxy S3 ที่ขายในสหราชอาณาจักร รหัส GT-I9300 และเครื่องในเกาหลีใต้ รหัส SHV-E210K ซึ่งหลังจากอัพเดตเป็น Android 4.3 Jelly Bean ส่งผลให้แบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว, แอพพลิเคชั่นเด้งบ่อยครั้ง, การเชื่อมต่อ Wi-Fi ไม่เสถียร, เครื่องสะดุดบ่อย และเครื่องค้างบนหน้าจอล็อคสกรีนทำให้ต้องถอดแบตเตอรี่ออกสถานเดียว
จากปัญหาที่พบทำให้สำนักงาน Samsung ประจำสหราชอาณาจักรได้โพสต์ข้อความผ่านหน้าแฟนเพจถึงการรับรู้ปัญหาที่เกิด ขึ้นแล้ว และกำลังให้แผนกวิศวกรรมเร่งตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขในทันที
นอกจากนี้ปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการอัพเดตเป็น Android 4.3 Jelly Bean ของ Galaxy Note 2 ในเร็วๆนี้ ที่ส่อแววต้องเลื่อนการปล่อยอัพเดตออกไปก่อน
อ้างอิงจาก androidauthority
สนับสนุนเนื้อหา: Arip

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เปรียบเทียบ สเปค iPhone 5S vs Nexus 5 รุ่นใดเหนือกว่า ?

เปรียบเทียบ สเปค  vs Nexus 5 รุ่นใดเหนือกว่า ?

วางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ทั้ง iPhone 5S (ไอโฟน 5S) สมาร์ท โฟนรุ่นเรือธงจาก Apple ที่ในปีนี้ ชูจุดเด่นในเรื่องของ Apple A7 แบบ 64-bit ประมวลผลได้รวดเร็วทันใจ และระบบป้องกันความปลอดภัยแบบใหม่กับ Touch ID สแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อค โดย iPhone 5S นั้น ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 23,900 บาท
ส่วนอีกรุ่น ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ กับ LG Nexus 5 แอนดรอยด์โฟนรุ่นแรก ที่มาพร้อมกับ ระบบปฏิบัติการ Android 4.4 KitKat ซึ่งวางจำหน่ายในไทยแล้วเช่นกัน ในราคา 16,900 บาท มาดูกันครับว่า เมื่อนำ iPhone 5S vs Nexus 5 เปรียบเทียบสเปคกัน 2 สมาร์ทโฟนต่างค่าย ต่างดีไซน์นี้ จะโดดเด่นกันในด้านใดบ้าง
เปรียบเทียบสเปค iPhone 5S vs Nexus 5
iPhone 5S vs Nexus 5: การออกแบบ
สำหรับการออกแบบ Nexus 5 นั้น ยังคงคล้ายกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Nexus 4 โดยตัวเครื่องทำมาจากพลาสติก และมีน้ำหนัก 130 กรัม เบากว่า Nexus 4 เล็กน้อย ส่วน iPhone 5s นั้น มีขนาดเท่ากับ iPhone 5 นั่นก็คือ 123.8 x 58.6 x 7.6 มิลลิเมตร และหนัก 112 กรัม แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ ปุ่ม Home รองรับการสแกนลายนิ้วมือ กับ Touch ID และมีสีให้เลือกมากขึ้น ได้แก่ สีทอง, สีเทา-ดำ และ สีเงิน-ขาว
iPhone 5S vs Nexus 5: ขนาดหน้าจอ
Nexus 5 ได้เปรียบกว่า iPhone 5S ตรงที่หน้าจอมีขนาดใหญ่กว่า อยู่ที่ 4.95 นิ้ว ความละเอียดแบบ Full HD 1920 x 1080 พิกเซล ในขณะที่ iPhone 5S (ไอโฟน 5S) ขนาดหน้าจออยู่ที่ 4 นิ้ว ซึ่งท่านที่ชอบหน้าจอใหญ่ Nexus 5 จะได้เปรียบมากกว่า แต่ในเรื่องความคมชัด และความละเอียดในการแสดงผล รุ่นใดจะชัดเจนกว่า คงต้องให้ผู้ใช้เป็นคนตัดสินครับ
iPhone 5S vs Nexus 5: กล้อง
ทั้ง iPhone 5S และ Nexus 5 มาพร้อมกับกล้องด้านหลัง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลเท่ากัน แต่ iPhone 5S มาพร้อมไฟแฟลชแบบ Dual-LED ที่ช่วยทำให้การถ่ายภาพด้วยแฟลช มีสีสันใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ส่วน Nexus 5 ใช้ไฟแฟลชแบบ LED
iPhone 5S vs Nexus 5: ราคา
ภายใต้คุณสมบัติด้านการใช้งานที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ดูเหมือนว่า Nexus 5 จะได้ภาษีดีกว่า ในเรื่องของ ราคา ครับ เพราะเปิดตัวมาด้วยราคาที่ถูกกว่า iPhone 5S มากพอสมควรเลยทีเดียว โดย ราคา nexus 5 ในไทย อยู่ที่ 16,900 บาท ส่วน iPhone 5S ราคาอยู่ที่ 23,900 บาท สำหรับความจุ 16 GB
iPhone 5S vs Nexus 5: เลือกรุ่นไหนดี ?
เป็นคำถามที่ตอบได้ยากครับว่า ระหว่าง iPhone 5S กับ Nexus 5 ควรจะเลือกซื้อรุ่นไหน เพราะสิ่งที่จะตัดสินได้ ก็คือ ความชื่นชอบของผู้ซื้อเป็นหลักนั่นเอง ถ้าหากชอบการปรับแต่ง สมาร์ทโฟน เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว Nexus 5 คือคำตอบที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็น มือถือแบบ Pure Android ที่สามารถปรับแต่ง อินเทอร์เฟส ได้ตามใจ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับ OS เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดอย่าง Android 4.4 KitKat ในขณะที่ iPhone 5S แม้จะปรับแต่งได้ไม่มากเท่า Nexus 5 แต่ก็ได้ความน่าเชื่อถือ ในเรื่องของซอฟท์แวร์ และฮาร์ดแวร์ ที่ได้รับการยอมรับจาก ผู้ใช้ iPhone ทั่วโลกนั่นเองครับ
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com 
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

4G กำลังจะตกยุค เมื่อ 5G กำลังจะมา

 กำลังจะตกยุค เมื่อ 5G กำลังจะมา

ระหว่างที่ 3G ในบ้านเรายังเร็วบ้างช้าบ้าง บางทีก็เผลอเปลี่ยนสัญลักษณ์ 3G กลายเป็นตัว E มันซะดื้อๆ ซึ่งในระหว่างที่ 3G บ้านเรายังต้องปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง Huawei บริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศจีนเริ่มมองข้าม 4G ไปแล้ว และจะขอมุ่งมั่นพัฒนา “5G” กันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย !!
การประกาศเจตนารมณ์เพื่อพัฒนา 5G ครั้งนี้ของ Huawei ทุ่มเงินไปกว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการวิจัยและพัฒนาให้ 5G สามารถใช้งานได้จริงภายในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้  ซึ่ง 5G จะให้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 10Gbps เร็วกว่า 4G 10 เท่า และเร็วกว่า 3G ถึง 5,000 เท่า ช่วยให้การดาวน์โหลดภาพยนตร์ HD ใช้เวลาได้เพียง 1 วินาทีเท่านั้น
นอกจากการประกาศโครงการ 5G ในครั้งนี้ของ Huawei แล้ว ก่อนหน้านี้ยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung, Ericsson, ZTE, China Mobile, เครือข่ายในประเทศอังกฤษ รวมไปถึงบางประเทศในแถบยุโรปก็เริ่มต้นวิจัยและพัฒนา 5G กันอย่างจริงจังแล้วด้วย
เห็นแบบนี้แล้วประเทศไทยจะช้าอีกไม่ได้แล้วนะครับ ^^
สนับสนุนเนื้อหา: Arip

[เคล็ดไม่ลับ] 10 วิธียืดพลังงานแบตเตอรี่โน๊ตบุ๊คให้นานขึ้น

[เคล็ดไม่ลับ] 

หลายคนคงประสบปัญหากับพลังงานแบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊คอยู่ได้ไม่นานเวลานำออกไปใช้ข้างนอก วันนี้เรามี 10 วิธีประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ให้ใช้ได้นานขึ้น และทำให้คุณไม่หงุดหงิดเวลาแบตเตอรี่หมดเร็วอีกด้วย
1. ลดความสว่างหน้าจอลง
วิธีที่ง่ายและได้ผลมากที่สุด ก็คือ การลดความสว่างของหน้าจอโน๊ตบุ๊ค ซึ่งคุณสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการกดปุ่มควบคุมความสว่างบนคีย์บอร์ด หรือตั้งค่าใน Control Panel อย่างเช่น หน้าจอโน๊ตบุ๊คจะสลัวลงเมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลา 2 นาที หรือหน้าจอดับไปเลย เมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลา 5 นาที เป็นต้น
2. งดการใช้ Background Slideshows บนหน้า Desktop
สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows 7 นั้น จะมีลูกเล่นหลายๆ อย่างที่น่าสนใจให้เลือกใช้ หนึ่งในนั้นก็คือ ความสามารถในการ Rotate วอลเปเปอร์หน้า Desktop ซึ่งจะใช้พลังงานแบตเตอรี่ไปพอสมควร โดยคุณสามารถปรับเปลี่ยนได้โดยการเพิ่มระยะเวลาการเปลี่ยนวอลเปเปอร์ให้มากขึ้น จากปกติที่ตั้งค่าไว้ที่ 30 นาที ก็อาจจะเป็น 1 ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมงแทน
3. ปิดระบบเชื่อมต่อ
ระบบเชื่อมต่อ ก็อย่างเช่น บลูทูธ, Wireless, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ ก็ปิด เพราะคงไม่มีใครใช้ทั้ง Wireless และ Wi-Fi ในเวลาเดียวกัน หรือไม่ก็ส่งข้อมูลผ่านทางบลูทูธตลอดเวลา
4. งดการเปิดหลายๆ โปรแกรม
พยายามเปิดเฉพาะโปรแกรมที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น เพราะยิ่งเปิดโปรแกรมเยอะมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งใช้พลังงานแบตเตอรี่มากขึ้นเท่านั้น
5. งดการใช้แบ็คกราวน์แอพพลิเคชั่น
ปกติแล้ว เวลาเปิดแอพพลิเคชั่นขึ้นมา 1 ตัว มักจะมีแบ็คกราวน์แอพพลิเคชั่น run ตามมาอีกมากมาย ซึ่งจะทำให้พลังงานของแบตเตอรี่เหลือน้อยลง แบ็คกราวน์แอพพลิเคชั่น ได้แก่ ZumoDrive, SugarSync, PandoraOne, DropBox, OneNote Side Note
6. งดใช้การรับส่งอีเมลล์แบบอัตโนมัติใน Microsoft Outlook
โปรแกรม Microsoft Outlook จะตั้งค่าการอัพเดตข้อความใหม่ๆ ทุกๆ 30 นาที เมื่อใดก็ตามที่ Microsoft Outlook อัพเดต ก็จะใช้พลังงานของแบตเตอรี่ไปเช่นกัน การตั้งค่าให้ Microsoft Outlook อัพเดตช้าลงจะช่วยประหยัดพลังงานของแบตเตอรี่ได้
7. Defragment ฮาร์ดดิสก์บ้าง
การ Defragment คือการสแกนไฟล์ทั้งหมดและเชื่อมไฟล์ที่แยกกันอยู่ให้ติดต่อกัน ทำให้ฮาร์ดดิสก์ทำงานได้เร็วขึ้น ฉะนั้นควรตั้งตารางการ Defragment อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง
8. นำแผ่นซีดี / ดีวีดี ออกจากไดร์ฟ
ทุกครั้งที่เราเปิดคอมพิวเตอร์ ถ้าหากมีแผ่นซีดี / ดีวีดี อยู่ในไดร์ฟ ก็จะหมุนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการหมุนของแผ่นซีดีนั้นจะเปลืองพลังงานแบตเตอรี่มาก ฉะนั้น อย่าลืมนำแผ่นซีดี / ดีวีดี ออกทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้งาน
9. ใช้การ Hibernate แทน Sleep
บ่อยครั้งที่หลายคนปิดโน๊ตบุ๊คในโหมด Sleep เพราะต้องการคงโปรแกรมที่กำลังใช้งานอยู่ ซึ่งโหมด Sleep นั้นก็ยังใช้พลังงานแบตเตอรี่ ถึงแม้ว่าจะใช้น้อยก็ตาม สำหรับโหมด Hibernate นั้นจะคล้ายๆ กับโหมด Sleep แต่จะไม่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ อีกทั้งตอนเปิดเครื่องก็ยังสามารถใช้โปรแกรมที่เปิดอยู่แล้วนั้นได้เลยทันที
10. ถอดแบตเตอรี่ออกถ้าไม่ได้ใช้
ถ้าหากคุณต้องเสียบปลั๊กโน๊ตบุ๊คทิ้งไว้เป็นอาทิตย์ ควรถอดแบตเตอรี่ออกและเก็บไว้ในที่แห้ง และอย่าพยายามปล่อยให้แบตเตอรี่หมดก่อนที่จะนำมาชาร์ต วิธีนี้จะเป็นการถนอมแบตเตอรี่ให้อยู่ได้นานๆ
แปลและเรียบเรียงโดย : NF Staffs
ที่มา : laptoplogic
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ

เผยความลับสตีฟ จ็อบส์ กับชนวนเหตุแตกหัก Google

เผยความลับ กับชนวนเหตุแตกหัก Google

การเพิ่มขึ้นของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของวงการคอมพิวเตอร์ โดยมีศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงที่ Apple และ Google สองมหาอำนาจที่ครั้งหนึ่งเคยมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันซึ่งตอนนี้กลับไม่เป็น เช่นนั้นและไม่มีใครล่วงสาเหตุที่แท้จริงได้ แต่ “Dogfight” หนังสือเล่มใหม่ของ Fred Vogelstein ได้เปิดเผยบางส่วนของความสัมพันธ์ที่ต้องยุติลงระหว่าง Apple และ Google ไว้อย่างน่าสนใจว่า …
steve-jobs-destroy-android
เมื่อปีที่ iPhone รุ่นแรกเปิดตัวส่งผลให้ Andy Rubin (ผู้ที่ถือว่าเป็นบิดาแห่ง Android) ต้องพับโครงการเปิดตัวมือถือ Android ตัวแรกไปแบบกะทันหัน เพราะไม่คิดว่า iPhone จะทำออกมาได้ดีเกินคาด ซึ่งในช่วงนั้นความสัมพันธ์ของ Apple และ Google ยังเป็นไปด้วยดี และสตีฟ จ็อบส์ ก็ไว้เนื้อเชื่อใจกับทีมผู้บริหาร Google ในขณะนั้นที่ประกอบไปด้วย Larry Page, Segrey Brin, และ Eric Schmidt พร้อมกับให้ความเห็นตลอดจนคำแนะนำกับสตีฟ จ็อบส์ เกี่ยวกับอนาคตของตลาดสมาร์ทโฟน
แต่หลังจากที่ Google ระงับแผนเปิดตัวมือถือ Android ตัวแรกไป ก็กลับมาอีกครั้งและจับมือกับ HTC เปิดตัว HTC Dream จากเหตุนี้เองจึงเป็นชนวนที่ทำให้ Apple กับ Google ต้องแตกหัก เพราะหลังจากนั้นสตีฟ จ็อบส์ ได้เรียกเรียกประชุมด่วนโดยมี Scott Frostall หัวหน้าฝ่ายออกแบบซอฟต์แวร์ iPhone ขณะนั้น และเรียกทีมผู้บริหารของ Google เข้าร่วมอีกด้วย
ซึ่งรายละเอียดของการประชุมไม่มีการเปิดเผยแต่อย่างใด แต่ผู้เข้าประชุมรายหนึ่งของ Apple ได้แอบบอกว่าเป็นการประชุมที่เกิดจากอารมรณ์ส่วนตัวของสตีฟ จ็อบส์ ล้วนๆ และจ็อบส์ก็ได้สบถใส่ Andy Rubin ว่า “Big Arrogants F*ck!” (แปลกันเอาเอง) พร้อมแนะให้ Andy Rubin เลียนแบบการแต่งตัวของไปด้วยเลยดีมั้ย ?
หลังจากการประชุมดังกล่าว Apple สั่งให้ Google เร่งถอนคุณสมบัติหลายๆอย่างของ Android ออก ซึ่ง Google ก็ไม่มีทีท่าปฏิเสธแต่อย่างใด แถมยังเกือบทำให้ Andy Rubin ต้องลาออกจาก Google เลยทีเดียว ก่อนที่เขาจะถูกยกให้เป็นบิดาแห่งระบบปฏิบัติการ Android ในเวลาต่อมา
dogfight-apple-google
สำหรับใครที่อยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสั่งซื้อ “Dogfight” หนังสือเล่มใหม่ของ Fred Vogelstein ผ่านAmazon Online Store ในราคา 12.99 เหรียญสหรัฐฯ ครับ
สนับสนุนเนื้อหา: Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ราคา iPad mini 2 เครื่องศูนย์ มาบุญครอง เครื่องหิ้ว

 (ไอแพด มินิ 2) เครื่องศูนย์ มาบุญครอง เครื่องหิ้ว (เครื่องนอก)
วางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการครับ กับ iPad mini 2 (ไอแพด มินิ 2) รุ่นหน้าจอ Retina display ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา ซึ่ง Apple Online Store เคาะ ราคา iPad mini 2 Retina display เริ่มต้นที่ 13,400 บาท สำหรับรุ่น Wi-Fi ความจุ 16GB
โดยในช่วงแรก จะวางจำหน่ายเฉพาะรุ่น Wi-Fi ก่อน ส่วน iPad mini 2 รุ่น Cellular จะวางจำหน่ายเมื่อใด และราคาเท่าไหร่ จะแจ้งให้ทราบกันอีกครั้งครับ
สรุปราคา iPad mini 2 (ไอแพด มินิ 2) บน Apple Online Store เป็นดังนี้
• iPad mini 2 16GB Wi-Fi ราคา 13,400 บาท
• iPad mini 2 32GB Wi-Fi ราคา 16,900 บาท
• iPad mini 2 64GB Wi-Fi ราคา 20,400 บาท
• iPad mini 2 128GB Wi-Fi ราคา 23,900 บาท
ส่วนราคา iPad mini 2 Retina เครื่องศูนย์ เครื่องหิ้ว มาบุญครอง อัพเดทล่าสุด เป็นดังนี้ครับ
** หมายเหตุ : ราคา iPad mini 2 รุ่น Wi-Fi + Cellular เป็นราคาประมาณการ (Apple ยังไม่ประกาศราคาในตอนนี้)
บทวิเคราะห์ ราคา iPad mini 2 (ไอแพด มินิ 2)
ในตอนนี้ (อัพเดท 12 พ.ย. 56) ร้านค้าที่มาบุญครอง ยังไม่มีร้านใดประกาศราคา iPad mini 2 เครื่องหิ้ว ออกมาครับ เนื่องจาก การประกาศวางจำหน่าย iPad mini 2 ในครั้งนี้ เป็นการวางจำหน่ายแบบเงียบๆ ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจาก Apple แต่คาดว่า ในอีก 1-2 วัน น่าจะมี ราคา ipad mini 2 มาบุญครอง ออกมา ซึ่งจะอัพเดทให้ทราบกันอีกครั้งครับ
อยากได้ iPad mini 2 (ไอแพด มินิ 2) ซื้อรุ่น Wi-Fi หรือรุ่น Wi-Fi + Cellular ดี ?
เป็นปัญหาที่หลายๆ ท่านลำบากใจในการซื้อ ไม่ว่าจะเป็น ipad หรือ iPhone ว่า จะซื้อความจุเท่าไหร่ดี ซื้อรุ่น Wi-Fi หรือรุ่น Wi-Fi + Cellular ดีกว่า จริงๆ แล้ว คำตอบของปัญหาเหล่านี้ ท่านจะต้องรู้ใจตัวเองครับว่า ซื้อมาเพื่ออะไร ใช้งานอะไรบ้าง เพราะสุดท้ายแล้ว ความคุ้มค่าจะขึ้นอยู่กับการใช้งานเป็นหลักนั่นเอง
อย่างไรก็ดี ความแตกต่างของ iPad mini 2 รุ่น Wi-Fi และ iPad mini 2 รุ่น Wi-Fi + Cellular อยู่ที่การเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง ถ้าหากใช้งาน iPad mini 2 อยู่แค่ภายในบ้าน ไม่ได้พกพาไปไหน ซื้อแค่ iPad mini 2 รุ่น Wi-Fi ก็เพียงพอแล้วครับ ส่วน iPad mini 2 รุ่น Wi-Fi + Cellular จะเหมาะกับการพกพาไปข้างนอก เนื่องจากสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ตามแพ็กเกจที่ใช้งานได้นั่นเอง
แต่ถ้าหากท่านมีสมาร์ทโฟน ที่สามารถปล่อยสัญญาณแบบ hotspot ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่น Wi-Fi + Cellular ครับ เพราะคงไม่คุ้มเท่าไหร่ ถ้าหากจะต้องจ่ายค่าแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต 2 ต่อ ส่วนจะซื้อ iPad mini 2 (ไอแพด มินิ 2) ความจุเท่าไหร่นั้น อย่างที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า ขึ้นอยู่กับพื้นฐานการใช้งานของเราเป็นหลักนั่นเอง ถ้าหากไม่ได้ใช้งานอะไรมากมาย แค่ท่องเน็ต เล่นเฟสบุ๊ค ถ่ายรูป ใช้แอพพลิเคชั่นบ้าง ความจุ 16GB ก็เพียงพอแล้วครับ แต่ถ้าเน้นการใช้งานแบบฮาร์ดคอร์ ต้องเป็นความจุ 32GB - 64GB ขึ้นไปเท่านั้น
iPad mini รุ่นแรก ปรับราคาลงแล้ว
ตามธรรมเนียมครับ เมื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ รุ่นเก่าก็จะมีการปรับราคาลงตามระเบียบ โดย ราคา iPad mini รุ่นแรก หลังปรับราคาแล้ว เป็นดังนี้
รุ่น Wi-Fi
• iPad mini 16GB Wi-Fi ราคา 9,900 บาท
• iPad mini 32GB Wi-Fi ราคา 13,400 บาท
• iPad mini 64GB Wi-Fi ราคา 16,900 บาท
รุ่น Wi-Fi + Cellular
• iPad mini 16GB Wi-Fi + Cellular ราคา 14,400 บาท
• iPad mini 32GB Wi-Fi + Cellular ราคา 17,900 บาท
• iPad mini 64GB Wi-Fi + Cellular ราคา 21,200 บาท
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com